การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า

Fairy Shrimp Culture

                                                                                       รศ.ประภาส  โฉลกพันธ์รัตน์

 

ผลการศึกษาการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า พ.ศ.2554

              เป็นการศึกษาทดลองที่ไม่ได้มีการรับทุนการศึกษาจากแหล่งใด ซึ่งจากการศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้ามาหลายปี  ทำให้พบข้อเท็จจริงใหม่ๆแตกต่างไปจากที่นักวิชาการส่วนใหญ่ได้เขียนไว้  พร้อมทั้งวิธีการเก็บไข่  การกระตุ้นให้ไข่ฟักตัว  และแนวทางการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าที่ให้ผลดี  ดังนี้

ชนิดของไรน้ำนางฟ้าที่ศึกษา

              ไรน้ำนางฟ้าที่ใช้ในารศึกษาได้มาจากการออกพื้นที่ในช่วงฤดูร้อน  เดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. 2554  เพื่อเก็บตัวอย่างดินจากแปลงนาในอำเภอบ้านฝาง  และอำเภอบ้านทุ่ม  จังหวัดขอนแก่น  แล้วนำดินมาย่อยร่อนผ่านตะแกรง  จากนั้นจึงทยอยนำดินไปแช่น้ำในกะละมังเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 45 เซนติเมตร  แล้วเติมน้ำเขียวในวันถัดไปวันละ 1 ลิตร  ประมาณ 10 - 15 วัน จึงใช้กระชอนผ้าช้อนหาไรน้ำนางฟ้า  ผลการดำเนินการพบไรน้ำนางฟ้าจำนวน 2 ชนิด คือ 

        1. ดินจากแปลงนาในอำเภอบ้านฝาง พบไรน้ำนางฟ้าชนิด  ไรน้ำนางฟ้าไทย (Branchinella  thailandensis) ลำตัวมีสีส้มแดงตลอดทั้งตัว  โตเต็มวัยในเวลา 12 - 15 วัน  และมีความยาวประมาณ 2.0 - 3.0 เซนติเมตร  เพศเมียมีรังไข่สีขาวค่อนข้างยาว1 คู่ อยู่สองข้างของท่อทางเดินอาหาร  เริ่มจากส่วนต้นของส่วนอกไปจนถึงปล้องสุดท้ายของส่วนท้อง  ถุงไข่รูปรีเกือบกลม  ไข่ในถุงไข่ถ้าเป็นไข่อ่อนจะมีสีเทาอ่อน  เมื่อแก่พร้อมที่จะปล่อยออกจะมีสีส้ม  ถ้ามีอาหารสมบูรณ์  รังไข่จะมีการพัฒนาเห็นเด่นชัดตลอดเวลา  เมื่อปล่อยไข่จากถุงไข่แล้ว  ไข่ชุดใหม่จากรังไข่จะเกิดเข้ามาแทนที่ภายในเวลา 3-5 ชั่วโมง  สามารถปล่อยไข่จากถุงไข่ได้วันละ 1 ครั้ง  เพศผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะเห็นถุงอันฑะสีขาวที่ส่วนท้ายของส่วนอก 1 คู่ อยู่สองข้างของท่อทางเดินอาหาร  และมีท่อส่งน้ำเชื้อ 2 ท่อ 

        2. ดินจากแปลงนาในอำเภอบ้านทุ่ม พบไรน้ำนางฟ้าชนิด  ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร (Streptocephalus  sirindhornae) ลำตัวใสแกมแดง โตเต็มวัยในเวลา 15 - 20 วัน  และมีความยาวประมาณ 1.5 - 2.0 เซนติเมตร  เพศเมียมีรังไข่สีฟ้าอ่อน 1 คู่ อยู่สองข้างของท่อทางเดินอาหาร  เริ่มจากสองปล้องท้ายของส่วนอกไปถึงปล้องสุดท้ายของส่วนท้อง  ถุงไข่รูปรียาว  ไข่ในถุงไข่ถ้าเป็นไข่อ่อนจะมีสีฟ้าอ่อน  เมื่อแก่พร้อมที่จะปล่อยออกจะมีสีเทาแก่  ถ้ามีอาหารสมบูรณ์  รังไข่จะมีการพัฒนาเห็นเด่นชัดตลอดเวลา  เมื่อปล่อยไข่จากถุงไข่แล้ว  ไข่ชุดใหม่จากรังไข่จะเกิดเข้ามาแทนที่ภายในเวลา 3-5 ชั่วโมง  สามารถปล่อยไข่จากถุงไข่ได้วันละ 1 ครั้งเช่นกัน  แต่ขนาดของไข่จะเล็กกว่าไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทย  เพศผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะเห็นถุงอันฑะสีขาวที่ส่วนท้ายของส่วนอก 1 คู่ อยู่สองข้างของท่อทางเดินอาหาร    

               โดยดินจากแปลงนาทั้ง 2 แหล่งพบไรน้ำนางฟ้าเฉลี่ย 1 ตัว จากดินจำนวน 2 กิโลกรัม  เลี้ยงไรน้ำนางฟ้าแต่ละชนิดในกะละมัง  ทำการรวบรวมไข่ (cyst) เพื่อใช้ฟักตัวสำหรับการศึกษาต่อไป 

ภาพที่ 1  ไรน้ำนางฟ้าไทยเพศเมียที่มีรังไข่และถุงไข่สมบูรณ์

.

ภาพที่ 2  ไรน้ำนางฟ้าไทยเพศผู้ที่มีถุงอัณฑะและท่อส่งน้ำเชื้อสมบูรณ์

.

ภาพที่ 3 ไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทย

.

ภาพที่ 4  ไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเพศเมียที่มีรังไข่และถุงไข่สมบูรณ์

.

ภาพที่ 5  ไข่ของไรน้ำนางฟ้าสิรินธร

.

 

ภาพที่ 6  เปรียบเทียบขนาดของไรน้ำนางฟ้าไทย(บน-ล่างซ้าย)และไรน้ำนางฟ้าสิรินธร(กลาง-ล่างขวา)ที่อายุ 18 วันเท่ากัน

.

ภาพที่ 7  เปรียบเทียบสีและขนาดไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทย(ซ้าย)และไรน้ำนางฟ้าสิรินธร(ขวา)

.

พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของไรน้ำนางฟ้า

              จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของไรน้ำนางฟ้า  ทำให้พบข้อเท็จจริงใหม่ที่ต่างไปจากจากเอกสาร  ตำรา  หรือข้อเขียนที่นักวิชาการทั้งของไทยและต่างประเทศได้เขียนไว้  กล่าวคือ นักวิชาการทั้งหลายได้รายงานไว้ว่า  พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของไรน้ำนางฟ้าจะคล้ายคลึงกับพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของอาร์ทีเมีย (Artemia) คือไรน้ำนางฟ้าเพศผู้จะใชหนวดคู่ที่ 2 ซึ่งมีขนาดใหญ่เกาะด้านหลังของเพศเมีย  แล้วว่ายน้ำติดกันไปเรื่อยๆ  

                  ผลจากการศึกษา  พบว่าพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของไรน้ำนางฟ้าทั้ง 2 ชนิด คือ ไรน้ำนางฟ้าไทย และไรน้ำนางฟ้าสิรินทร  จะไม่มีพฤติกรรมการเกาะหลังเหมือนกับอาร์ทีเมีย (Artemia)  ซึ่งผู้ที่เคยเลี้ยงไรน้ำนางฟ้ามาแล้วก็คงจะไม่เคยเห็นว่าไรน้ำนางฟ้ามีการเกาะหลังว่ายน้ำติดกันไป   แต่จะมีวิธีการผสมพันธุ์โดยไรน้ำนางฟ้าเพศผู้จะว่ายน้ำเพื่อหาเพศเมียไปเรื่อยๆ  เมื่อพบเพศเมียที่มีรังไข่ที่สมบูรณ์(ไม่มีไข่ในถุงไข่)  จะว่ายน้ำเข้าไปใกล้ๆทางด้านข้างแล้วใช้หนวดคู่ที่ 2 ซึ่งมีขนาดใหญ่เกาะที่ส่วนอกเหนือรังไข่  จากนั้นจะงอตัวเอาส่วนอกบริเวณที่มีท่อส่งน้ำเชื้อไปอยู่เหนือส่วนอกบริเวณที่มีถุงไข่ของเพศเมีย  แล้วปล่อยถุงน้ำเชื้อเข้าไปในตัวเพศเมีย (คล้ายกับพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของกุ้งทะเล)  จากนั้นเพศผู้จะผละออกจากตัวเพศเมียทันที  ซึ่งพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของไรน้ำนางฟ้าดังที่กล่าวมานี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก  จนสังเกตุแทบไม่ทัน 

.  

วิธีการรวบรวมไข่ของไรน้ำนางฟ้า

              การเก็บรวบรวมไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าจะยากกว่าการรวบรวมไข่ของอาร์ทีเมีย  เนื่องจากไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าจะจมลงสู่พื้นก้นบ่อ  นอกจากนั้นวิธีการเก็บรวบรวมไข่ (cyst) และการกระตุ้นระหว่างการเก็บไข่ของไรน้ำนางฟ้า  จะมีผลต่ออัตราการฟักตัวจากไข่ของลูกไรน้ำนางฟ้าอย่างยิ่ง  เพราะนอกจากจะต้องใช้เวลาในการให้ไ่ข่ได้มีเวลาแช่อยู่ในน้ำนานหลายวันแล้ว (ตามที่ทีมงานของ ดร.ละออศรีค้นพบ)  ยังมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ คือ  

                1. ความสะอาด  ปัจจัยในเรื่องของความสะอาดแยกเป็น 2 ปัจจัยย่อย คือ

                      1.1 การเตรียมบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์  ควรเตรียมบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไรน้ำนางฟ้าไว้โดยเฉพาะ  เป็นบ่อที่มีพื้นราบเรียบ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ควรเป็นบ่อที่มีการออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อความสะดวกในการรวบรวมไข่ที่ตกลงที่พื้นก้นบ่อได้อย่างสะอาด และทำได้ทุกวัน หรือหากเก็บวันละไม่มากนักก็อาจใช้กะละมังความจุประมาณ 30-50 ลิตรก็ได้  

                      1.2 ภาชนะสำหรับรวบรวมไข่  เป็นภาชนะเล็กๆที่สามารถใส่น้ำเก็บไว้ได้ประมาณ 10-15 วัน โดยน้ำไม่ระเหยแห้งไปหมด เช่น กล่องพลาสติก กล่องโฟม ชาม หรือแก้วน้ำ  

                 ปัจจัยในเรื่องความสะอาดนี้ดำเนินการโดย ช้อนไรน้ำนางฟ้าที่สมบูรณ์เพศแล้วจากบ่อเลี้ยงมาปล่อยในบ่อพ่อแม่พันธุ์  อัตราประมาณ 5 ตัวต่อลิตร  อาจเน้นเลือกเพศเมียให้มากกว่าเพศผู้  กรองน้ำเขียวให้เป็นอาหาร เช้าวันต่อมาจึงรวบรวมไข่ของไรน้ำนางฟ้าที่จมอยู่ที่พื้นก้นบ่อ การเตรียมบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์แบบนี้จะช่วยให้รวบรวมไข่ได้ง่าย มีขยะหรือตะกอนติดมาน้อย และที่สำคัญ  ไข่ที่รวบรวมมาเกือบทั้งหมดมีอายุเท่ากัน คือ วันที่ 1 นอกจากนั้นหากเกิดความบอบช้ำกับตัวไรน้ำนางฟ้าจากวิธีการรวบรวมไข่ ก็จะเกิดเฉพาะในบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เท่านั้น ไม่กระทบกับไรทั้งหมดในบ่อเลี้ยง จากนั้นทำความสะอาดไข่ที่รวบรวมได้โดยเทผ่านกระชอนช่องตาห่าง (ดูจากภาพที่ 10) เพื่อกำจัดตะกอนใหญ่ แล้วเทผ่านกระชอนผ้าโอล่อน (ผ้าตาถี่) ก็จะได้ไข่ของไรน้ำนางฟ้าที่พอจะสังเกตุเห็นได้ จึงนำไปใส่ในภาชนะสำหรับรวบรวมไข่ที่เตรียมไว้ โดยใส่น้ำไว้เกือบเต็ม

                 ภาพต่อไปนี้เป็นภาพชุดแสดงการใช้กะละมังความจุประมาณ 30 ลิตร เป็นบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไรน้ำนางฟ้าไทย และขั้นตอนการรวบรวมไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าไทย  

กะละมังความจุ 30 ลิตร ช้อนไรน้ำนางฟ้าตัวเต็มวัยจากบ่อเลี้ยงมา 120 ตัว เป็นไรเพศเมีย 80 ตัว ให้น้ำเขียวเป็นอาหารตามปกติ ไรน้ำนางฟ้าเพศเมียส่วนใหญ่จะปล่อยไข่จมลงสู่ก้นกะละมังทุกวัน ทุกเช้าจึงทำกาลักน้ำดูดไข่ที่ก้นกะละมังออกไปยังกะละมังเล็ก
ช้อนไรน้ำนางฟ้าที่ติดมาคืนกลับกะละมัง เตรียมกระชอนผ้าซึ่งหาซื้อได้จากร้านขายปลาสวยงาม กระชอนสีชมพูจะเป็นผ้านุ่มซึ่งไข่ของไรน้ำนางฟ้าจะลอดผ่านผ้าไปได้ ส่วนกระชอนผ้าสีขาวผ้าจะเนื้อหนากว่า ไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยจะลอดผ่านผ้าไม่ได้
เปรียบเทียบเนื้อผ้าของกระชอนทั้งสองชนิด
รินน้ำที่ได้ผ่านกระชอนเนื้อผ้าสีชมพูลงกะละมังใบใหม่ เขย่ากระชอนให้ไข่ของไรน้ำนางฟ้าผ่านกระชอนออกไปหมด จะเหลือเฉพาะเมือกและตะกอนใหญ่ติดผ้ากระชอน
 รินน้ำที่ได้ผ่านกระชอนเนื้อผ้าสีขาวลงกะละมังใบใหม่ เขย่ากระชอนฝุ่นและตะกอนเล็กจะผ่านกระชอนออกไปหมด จะเหลือไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยและตะกอนบางส่วนติดผ้ากระชอน
เมื่อยกกระชอนพ้นน้ำจะเห็นไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยได้ชัดเจน ภาชนะเก็บไข่ ใช้ถ้วยพลาสติกทรงสูงที่ใช้ตามร้านขายกาแฟ ตัดปากด้านบนออกให้เหลือความสูงประมาณ 8 เซนติเมตร

วักน้ำไล่ให้ไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยไปรวมกันอยู่กลางกระชอน

นำไปคว่ำเทจุ่มลงในถ้วยที่เตรียมไว้

ไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยจะจมลงก้นถ้วย จากไรน้ำนางฟ้าไทยเพศเมียที่นำมาเลี้ยงในกะละมัง 80 ตัว หากคิดให้มีการปล่อยไข่เพียงวันละ 40 ตัว (ซึ่งปกติจะได้มากกว่านั้น) และได้ไข่ตัวละ 200 ฟอง จะทำให้เก็บไข่ได้วันละประมาณ 8,000 ฟอง ถ้วยแต่ละใบสามารถรวบรวมไข่จากหลายกะละมังที่ได้ในวันเดียวกัน หากมีกะละมังเลี้ยง 10 ใบ จะรวบรวมไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยได้วันละประมาณ 1 แสนฟอง โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
ไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยที่รวบรวมจากกะละมังเลี้ยง 2 ใบ
อาจใช้ถาดโฟมเป็นภาชนะเก็บไข่ เหมาะสำหรับเก็บไข่ในปริมาณมาก เพราะกินพื้นที่
 นำถ้วยรวบรวมไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยไปตั้งเรียงเป็นแถว จะทำให้รู้อายุของไข่ที่รวบรวมไว้ จากภาพหมายเลข1-11  คือไข่ที่เก็บมาจากวันแรกจนถึง 11 วัน ดังนั้นถ้วยหมายเลข 1 จะถูกนำไปทำให้แห้งในขั้นตอนต่อไป เพราะถูกแช่น้ำมาครบ 10 วันแล้ว วันต่อไปเมื่อมีถ้วยใหม่มาเรียงต่อจากถ้วยที่ 11 ถ้วยที่สองก็จะถูกนำไปทำให้แห้งต่อไป ตามลำดับไปได้เรื่อยๆ ส่วนกะละมังเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ก็เติมน้ำเขียวให้ไรน้ำนางฟ้ามีอาหารกิน

จะมีความสมบูรณ์และปล่อยไข่ให้เก็บได้อีกในวันต่อไป

ภาพที่ 8  การใช้กะละมังความจุ 30 ลิตร เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ และขั้นตอนการรวบรวมไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้า

.

.                   การแยกเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ถ้าไม่ต้องการจำนวนไข่มากนักต่อวัน อาจเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในภาชนะที่เล็กลงไปอีก เช่น กะละมังขนาด 3-4 ลิตร ขวดเลี้ยงปลากัดขนาด 2 ลิตร (ขนาด 4 x 9 นิ้ว) คัดเฉพาะแม่พันธุ์ที่มีไข่แก่มาปล่อย 20-30 ตัว เช้าวันถัดมาก็สามารถเทรวบรวมไข่ได้ จะได้ไข่วันละ 4,000- 6,000 ฟอง อย่างง่ายดาย 

คัดไรน้ำนางฟ้าที่มีถุงไข่สมบูรณ์ 30 ตัว มาเลี้ยงในกะละมัง เช้าวันถัดมาเทผ่านกระชอนเพื่อรวบรวมไข่
หรือคัดไรน้ำนางฟ้าที่มีถุงไข่สมบูรณ์ 30 ตัว มาเลี้ยงในขวดเลี้ยงปลากัด เช้าวันถัดมาเทผ่านกระชอนเพื่อรวบรวมไข่
จะสามารถรวบรวมไข่ได้วันละประมาณ 6,000 ฟอง

ภาพที่ 9  การใช้กะละมังความจุ 4 ลิตร และขวดเลี้ยงปลากัดขนาด 2 ลิตร (ขนาด 4 x 9 นิ้ว) เลี้ยงแม่พันธุ์ไรน้ำนางฟ้าเพื่อรวบรวมไข่

.

                 สำหรับไรน้ำนางฟ้าสิรินธรซึ่งมีไข่ขนาดเล็กกว่าไรน้ำนางฟ้าไทย (ภาพที่ 7 ) ไข่จะสามารถรอดผ่านกระชอนผ้าเนื้อผ้าสีขาวออกไปได้ และกระชอนผ้าเนื้อหนาที่ไข่ไรน้ำนางฟ้าสิรินธรรอดผ่านไปไม่ได้จะไม่มีขายตามร้าน ต้องซื้อผ้าเนื้อหนามาเย็บทำกระชอนเอง

ผ้าไนล่อนธรรมดา (ผ้าโอล่อน) ที่นำมาทำกระชอนและมีขายตามร้าน (ผืนซ้าย) กับผ้าไนล่อนเนื้อหนา (ผืนขวา) เมื่อถ่ายขยายเนื้อผ้า
ท่อพีวีซีสำหรับเก็บไข่ไรน้ำนางฟ้าไทยที่ทำจากผ้าไนล่อนเนื้อธรรมดา ท่อพีวีซีสำหรับเก็บไข่ไรน้ำนางฟ้าสิรินธรที่ทำจากผ้าไนล่อนเนื้อหนา

ภาพที่ 10  เปรียบเทียบผ้าไนล่อนธรรมดาและผ้าไนล่อนที่เนื้อหนามากขึ้นเพือใช้เก็บไข่ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร

.

                2. จำนวนวันในการแช่ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้า  ปัจจัยในเรื่องจำนวนวันที่ควรจะแช่ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าไว้ในน้ำ จะขึ้นกับชนิดของไรน้ำนางฟ้าและความสะอาดในภาชนะสำหรับรวบรวมไข่ คือ

                      2.1 ไรน้ำนางฟ้าไทย  หากทำความสะอาดได้ดีจะแช่ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าไว้ในน้ำประมาณ 8-10 วัน ก็สามารถนำไข่ไปทำให้แห้งได้ แต่ถ้าไม่สามารถทำความสะอาดได้ดี ยังมีตะกอนหรือเมือกติดมามาก ก็ควรแช่ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าไว้ในน้ำประมาณ 14-20 วัน จึงนำไข่ไปทำให้แห้ง

                      2.2 ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร  ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะมีความสามารถในการฟักตัวได้ คือ หากทำความสะอาดได้ดีเมื่อแช่ไข่ (cyst)  ของไรน้ำนางฟ้าสิรินธรไว้ 6 วัน ตัวอ่อนจะสามารถฟักออกจากไข่ได้ในวันที่ 7 และจะฟักตัวออกจนหมดทุกฟองในวันที่ 8-9 ดังนั้นจึงควรนำไข่ไปทำให้แห้งเมื่อแช่ไข่ได้ 6 วัน แต่ถ้าไม่สามารถทำความสะอาดได้ดี ยังมีตะกอนหรือเมือกติดมามาก ก็ควรแช่ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าสิรินธรไว้ในน้ำประมาณ 12-15 วัน จึงนำไข่ไปทำให้แห้ง  

เมื่อแช่ไข่ไรน้ำนางฟ้าไทยได้ครบ 8 หรือ 10 วันแล้ว ค่อย ๆ รินน้ำออกจากถ้วย เหลือน้ำเพียงเล็กน้อยเหนือไข่ที่อยู่ก้นถ้วย
เตรียมทรายสำหรับเป็นวัสดุกลบไข่ จะช่วยซับน้ำที่เหลืออยู่
เททรายให้ท่วมไข่หนาประมาณ 0.7-1.0 เซนติเมตร
อาจใช้ท่อพีวีซีเป็นภาชนะสำหรับตากไข่ ใช้ท่อพีวีซีหนาขนาด 2-3 นิ้ว ตัดให้สูงประมาณ 2 นิ้ว ใช้ผ้าติดด้านล่างโดยทาด้วยน้ำยาเชื่อมท่อพีวีซี ด้านซ้ายเป็นผ้าไนล่อนเนื้อหนาสำหรับเก็บไข่ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร ด้านขวาเป็นผ้าไนล่อนธรรมดาสำหรับเก็บไข่ไรน้ำนางฟ้าไทย
 
เมื่อถ่ายขยายเนื้อผ้า นำถ้วยไข่ไรน้ำนางฟ้าที่ต้องการตากมาเทลงบนผ้าในท่อเอสล่อน
น้ำจะไหลผ่านออกไปหมดเหลือเฉพาะไข่บนเนื้อผ้า จะสามารถเก็บไข่เป็นรายวัน หรือรวมจำนวนมากจากวันเดียวหรือหลายวันก็ได้
นำไปตากแดดในตะกร้า ใช้กระจกปิดบนตะกร้ากันฝน และใช้แผ่นพลาสติคหรือวัสดุพลางแสงปิดด้านบนกระจกเพื่อไม่ให้ร้อนจัดจนเกินไป
อาจนำไปอบในลังโฟมที่ติดหลอดไฟขนาด 40 วัตต์ แง้มฝาลังโฟมเปิดออกพอควร เพื่อให้ความร้อนระบายออกไปบ้าง วางเทอร์โมมิเตอร์ไว้ตามภาพ
สังเกตุให้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ลังโฟมนี้สามารถอบได้ทั้งไข่ที่เก็บมาจากบ่อเลี้ยง ที่อาจมีตะกอนหรือดินติดมาปริมาณมากได้

ภาพที่ 11  วิธีการตากหรืออบไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้า

.

                3. วิธีการกระตุ้นให้ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าฟักตัวได้ดีขึ้น  ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าที่ทำให้แห้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไรน้ำนางฟ้าชนิดใด หากต้องการให้ไข่ฟักตัวได้ดีขึ้นจะต้องมีการกระตุ้น โดยอาศัยการเลียนแบบจากธรรมชาติ กล่าวคือ ไข่  (cyst)  ของไรน้ำนางฟ้าที่ตกอยู่ที่พื้นก้นแหล่งน้ำที่แห้งในฤดูแล้งนั้น เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนกว่าที่จะมีฝนมากจนเริ่มมีน้ำท่วมขัง พื้นก้นแหล่งน้ำจะต้องเปียกแล้วแห้งหลายครั้งมาก่อน แสดงว่าในธรรมชาติไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าจะต้องได้รับน้ำหลายครั้งก่อนการฟักตัว ดังนั้นการทำให้ไข่ของไรน้ำนางฟ้าฟักตัวได้ดีขึ้น จึงควรนำไข่ของไรน้ำนางฟ้าที่ทำให้แห้งสนิท 3-5 วันมาแล้ว มาทำให้ชุ่มน้ำเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง วันละครั้ง ทำวันเว้นวันประมาณ 3 ครั้ง เก็บแห้งไว้ 3-5 วัน ก็จะสามารถนำมาฟักซึ่งไข่จะมีการฟักตัวได้ดี   

ถ้าเก็บไข่แบบในถ้วยกลบทราย ก็เตรียมกระบอกฉีดน้ำ ฉีดน้ำลงไปบนทราย น้ำจะค่อย ๆ ซึมลงไปโดยไข่ของไรน้ำนางฟ้าไม่สามารถลอยออกจากทรายได้ (หากใช้วิธีรินน้ำลงไปจะทำให้ไข่บางส่วนลอยออกมาจากทราย เนื่องจากไข่ที่แห้งดีแล้วจะลอยน้ำ)
ฉีดนำ้จากกระบอกฉีดลงไปจนมีน้ำชุ่มเหนือพื้นทรายเล็กน้อยจึงหยุด แล้วตั้งทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมง รินน้ำที่เหนือพื้นทรายทิ้งไป แล้วนำถ้วยไปตากแดดหรืออบในกล่องโฟม
ถ้าเก็บไข่แบบใช้ท่อพีวีซี ก็เตรียมถ้วยใส่น้ำ วางท่อพีวีซีลงในน้ำ ไข่จะจมน้ำโดยยังติดอยู่ที่ผ้า ตั้งทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมง จึงยกท่อพีวีซีออก แล้วนำไปตากแดดหรืออบในกล่องโฟม

ภาพที่ 12  วิธีการกระตุ้นให้ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าฟักตัวได้ดีขึ้น

.

                 เนื่องจากการรวบรวมไข่ วิธีการเก็บไข่ และการตากไข่ของไรน้ำนางฟ้า สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ดังนั้นอาจมีรูปแบบอื่นๆในการฟักไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าอีกก็ได้  

ภาพที่ 13  ภาชนะอื่น ๆ ที่ใช้รวบรวมไข่ไรน้ำนางฟ้า เช่น ถ้วยขนม ถ้วยน้ำ กระดาษกรองทำเป็นกระทง หรือถ้วยไอสครีม

.

วิธีการฟักไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้า  

                 ไข่ (cyst) ของไรน้ำนางฟ้าที่ทำให้แห้งและผ่านการกระตุ้นแล้ว เมื่อนำมาใส่น้ำเพื่อให้ไข่ฟักตัว ไข่ที่แห้งสนิทดีจะลอยตัวที่ผิวน้ำ และมักจะลอยขึ้นไปติดแห้งอยู่ตามขอบของภาชนะที่ใช้ฟัก ทำให้ไข่ส่วนใหญ่ไม่ได้ฟักตัว ดังนั้นจึงนิยมใส่ไข่ของไรน้ำนางฟ้าลงในถุงผ้าโอล่อน เมื่อลูกของไรน้ำนางฟ้าฟักตัวก็จะลอดผ่านช่องตาของผ้าโอล่อนออกมาอยู่ในภาชนะ  

                 ไข่ของไรน้ำนางฟ้าไทยจะใช้เวลาในการฟักตัวประมาณ 10-14 ชั่วโมง ส่วนไข่ของไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะใช้เวลาในการฟักตัวค่อนข้างมาก คือใช้เวลาประมาณ 24-30 ชั่วโมง ตัวอ่อนของไรน้ำนางฟ้าทั้งสองชนิดที่ฟักออกจากไข่ จะมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก และต้องการอาหารหลังจากการฟักตัว 4-6 ชั่วโมง อาหารที่เหมาะสมที่สุด คือ Chlorella หรือที่นักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนิยมเรียกว่า "น้ำเขียว"   

เตรียมถุงผ้าสำหรับฟักไข่ขนาดประมาณ 3 x 5 นิ้ว ถุงซ้ายมือเป็นผ้าไนล่อนธรรมดา สำหรับฟักไข่ไรน้ำนางฟ้าไทย ถุงขวามือเป็นผ้าไนล่อนเนื้อหนา สำหรับฟักไข่ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร ถ้าเก็บไข่แบบในถ้วยกลบทราย เติมน้ำลงในถ้วยแล้วกวนหรือเขย่าถ้วยไปมา ไข่จะลอยออกจากทรายขึ้นมาผิวน้ำ
ไข่บางส่วนจะลอยติดอยู่ตามขอบถ้วย รินน้ำให้ไข่ไหลลงในถุงผ้า เติมน้ำลงในถ้วยพยายามไล่ไข่ตามขอบถ้วยแล้วเทลงถุงผ้า ทำหลาย ๆ ครั้งจนไข่ลงไปอยู่ในถุงผ้าหมด

ไข่ส่วนใหญ่จะลงไปอยู่ที่ก้นถุงผ้า

นำไข่ในถุงผ้าไปฟักในกะละมังความจุประมาณ 4 ลิตร

ถ้าเก็บไข่แบบใช้ท่อพีวีซี ก็นำท่อพีวีซีที่มีไข่ไปคว่ำฟักไข่ในกะละมังได้เลย ควรคว่ำเอาด้านผ้าขึ้นเพราะไม่ต้องการให้ไข่บางส่วนหลุดลอยออกจากท่อพีวีซี แล้วไปลอยติดเหนือขอบน้ำในกะละมัง ไข่ที่ลอยผิวน้ำมักไม่ฟักตัว และควรใช้ก้อนหินเล็ก ๆ วางให้ด้านหนึ่งของท่อพีวีซีเผยอขึ้น เพื่อให้มีการถ่ายเทของออกซิเจน และตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่จะว่ายน้ำออกจากท่อพีวีซีได้ง่ายขึ้น

ตัวอ่อนของไรน้ำนางฟ้าไทยที่ฟักตัวในวันแรก (สังเกตุในวงกลม) และเมื่ออายุ 2 วัน (ถ่ายในเช้าวันถัดไป คือห่างกัน 24 ชั่วโมง)

ภาพที่ 14  วิธีการฟักไข่ของไรน้ำนางฟ้า

 .

วิธีการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า

                การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสามารถเลี้ยงได้ทั้งในภาชนะ เช่นกะละมัง ถังพลาสติก ในบ่อซิเมนต์ และบ่อดิน อาหารหลักที่ใช้ในการเลี้ยง คือ Chlorella หรือที่นักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนิยมเรียกว่า "น้ำเขียว" ดังนั้นผู้ที่ต้องการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทดลองเลี้ยง Chlorella ให้สามารถทำได้อย่างจริงจัง ปกติ "น้ำเขียว" ที่กล่าวถึงกันนั้นเป็นน้ำที่เกิดจากการแพร่ขยายของแพลงตอนพืชเซลเดียวที่ ที่อยู่ในสกุล Chlorella ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลเดียวที่มีขนาดเล็กมาก ไรน้ำนางฟ้าซึ่งกินอาหารโดยการกรองอาหารจากน้ำเข้าปากที่มีขนาดเล็ก จึงสามารถกิน Chlorella เป็นอาหารได้อย่างดี และมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเพาะเลี้ยง Chlorella หรือการทำน้ำเขียวจึงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าอย่างยิ่ง โดยสามารถขอหัวเชื้อ Chlorella ได้จากศูนย์วิจัยประมง ฯ หรือ สถานีประมง (แล้วแต่จังหวัด) หัวเชื้อสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 

                 สำหรับการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสามารถดำเนินการได้ ดังนี้

                1. การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาชนะขนาดเล็ก  การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาชนะขนาดเล็ก เช่น ถังพลาสติคสี่เหลี่ยม ถังน้ำ หรือ กะละมัง ที่มีความจุน้ำประมาณ 20-100 ลิตร                                  

                      1.1 การเพาะเลี้ยง Chlorella ควรเตรียมน้ำเขียว หรือเพาะเลี้ยง Chlorella ในภาชนะที่มีความจุประมาณ 50-200 ลิตร เช่นกะละมัง ถังซิเมนต์กลม หรือตู้กระจก ทำได้ดังนี้ 

                                1.1.1 การเพาะเลี้ยง Chlorella โดยการเลี้ยงปลา การทำน้ำเขียวโดยการเลี้ยงปลา เช่น ปลาหางนกยูง หรือ ปลาทอง ควรใช้บ่อซิเมนต์ขนาด ความจุ 100-200 ลิตร ตั้งอยู่ภายนอกอาคาร ได้รับแสงบ้างพอควร ถ้าเลี้ยงปลาหางนกยูง ควรเลี้ยงจำนวน 40-60 ตัว ถ้าเลี้ยงปลาทอง ควรเลี้ยงจำนวน 8-12 ตัว ใช้อาหารเม็ดเป็นอาหารตามปกติ (อาจใช้อาหารลูกกบ "ไฮเกร์ด" หรืออาหารเม็ดเล็กสำหรับลูกปลาดุกก็ได้) หลังจากปล่อยปลาลงเลี้ยงได้ 10 วัน จึงเติมหัวเชื้อ Chlorella ลงไปในบ่อปลาประมาณ 1 ลิตร ใช้เวลาเลี้ยงปลาต่อไปอีกประมาณ 10-20 วัน น้ำจะกลายเป็นน้ำเขียว การแพร่ขยายพันธุ์ของ Chlorella จนทำให้น้ำกลายเป็นน้ำเขียว จะเกิดได้รวดเร็วอย่างไรนั้น ยังขึ้นกับอุณหภูมิ ความเข้มแสง จำนวนปลาหางนกยูง และปริมาณอาหารที่ใช้เลี้ยง  

      หมายเหตุ    ไม่ควรใส่ปลาและให้อาหารมากเกินไป เพราะความเขียวของน้ำที่เกิดขึ้น จะไม่ใช่เกิดจาก Chlorella เพียงชนิดเดียว แต่จะมีแพลงตอนพืชอื่น ๆ เกิดขึ้นมากด้วย และมักจะมีขนาดใหญ่ซึ่งไรน้ำนางฟ้าไม่สามารถกรองกินเข้าปากได้ นอกจากนั้นหากมีสารประกอบไนโตรเจนที่เกิดจากการให้อาหารปลามากเกินไป จะทำให้เกิดแพลงตอนพืชกลุ่มสีน้ำเงินแกมเขียว ซึ่งจะมีผลทำให้ไรน้ำนางฟ้าตายได้อย่างรวดเร็ว 

                                 1.1.2 ารเพาะเลี้ยง Chlorella โดยการใช้หญ้าแห้งและอาหารปลา การทำน้ำเขียววิธีนี้ใช้ภาชนะขนาดความจุ 50-100 ลิตร เช่นกะละมัง หรือถังซิเมนต์ ตั้งภาชนะในบริเวณที่ได้รับแสงแดดมากพออควร ใช้หญ้าชนิดใดก็ไดที่้ตากแห้งแล้วประมาณ 1 กำมือ ใส่ลงไป และใช้อาหารลูกปลาดุก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำไว้ในถ้วยนานประมาณครึ่งชั่วโมง เทลงกระชอน ใช้มือบีบให้อาหารเละผ่านกระชอนออกไป แล้วนำไปเทลงในภาชนะที่เตรียมไว้ หลังจากนั้น 5 วัน จึงเติมหัวเชื้อ Chlorella ลงไปประมาณ 1 ลิตร  (เติมอาหารปลาดุกตามวิธีดังกล่าวนี้ทุก 3-4 วัน ส่วนหญ้าแห้งใส่เพียงครั้งเดียว) ทำต่อไปประมาณ 15-25 วัน น้ำจะกลายเป็นน้ำเขียว    

      หมายเหตุ    ไม่ควรใส่อาหารปลามากเกินไปจะทำให้น้ำเน่า    

.

การทำน้ำเขียวโดยเลี้ยงปลาหางนกยูงในบ่อความจุประมาณ 40 ลิตร ปล่อยปลาหางนกยูงประมาณ 50 ตัว
ใช้เวลาเลี้ยงปลา 30 วัน เมื่อลองช้อนปลาจะเห็นว่าน้ำมีสีเขียว อุปกรณ์สำหรับเก็บน้ำ

ตักน้ำผ่านกระชอนเพื่อไม่ต้องการให้มีปลาหางนกยูงติดไปกับน้ำ

จะตักน้ำไปใช้ได้วันละ 4-6 ลิตร แล้วเติมน้ำใหม่ลงในบ่อปลา Chlorella จะสามารถแพร่พันธุ์ได้ทันกับปริมาณที่ถูกตักออกไป น้ำจะเขียวได้ตลอด

การทำน้ำเขียวโดยเลี้ยงปลาหางนกยูงในกะละมังความจุประมาณ 50 ลิตร ใช้อาหารลูกปลาดุกเป็นอาหาร ก็ทำให้เกิดน้ำเขียวได้ดีนำไปใช้ได้วันละประมาณ 8-10 ลิตร

การทำน้ำเขียวโดยเลี้ยงปลาทองในตู้ความจุประมาณ 180 ลิตร

ปล่อยปลาทองประมาณ 10 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงปลา 30 วัน จะเห็นว่าน้ำมีสีเขียวกว่าตอนเริ่มปล่อยเลี้ยง

การทำน้ำเขียวโดยใช้หญ้าแห้งและอาหารปลาในบ่อความจุประมาณ 50 ลิตร ใช้เวลา 30-40 วันน้ำจะเขียว
การทำน้ำเขียวโดยใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) ในถังไฟเบอร์ความจุประมาณ 600 ลิตร ใช้เวลา 30-40 วันน้ำจะเขียว
การใส่อาหารปลา ใช้อาหารลูกปลาดุกแช่น้ำจนนิ่ม แล้วเทใส่กระชอนผ้า
ใช้มือบีบให้อาหารเละผ่านกระชอนผ้าออกไปในน้ำ แล้วนำไปเทลงในกะละมัง
เมื่อต้องการใช้น้ำเขียวจะต้องเตรียมผ้าไนล่อนเนื้อหนามาก จะเนื้อแน่นกว่าผ้าที่นำมาใช้เก็บไข่ไรน้ำนางฟ้าสิรินทร
นำผ้ามาเย็บเป็นกระชอน (ด้านซ้าย) น้ำเขียวที่เกิดจาก Chlorella เมื่อตักมาเทผ่านกระชอน จะต้องไหลผ่านกระชอนอย่างสะดวก
สามารถไหลผ่านผ้ากระชอนออกไปได้จนหมด ไม่มีคราบสีเขียวติดค้างกระชอน เมื่อกรองแล้วจะสามารถนำไปเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้
น้ำเขียวที่เกิดจาก Chlorella ไม่ว่าจะเขียวมากหรือน้อย เมื่อตักใส่แก้วทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง จะไม่ตกตะกอน

ภาพที่ 15  วิธีการเพาะเลี้ยง Chlorella หรือการทำน้ำเขียว และวิธีการใช้น้ำเขียว

.

การทำน้ำเขียวไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เมื่อเกิดการหมักหมมมากเกินไป จะมีแพลงตอนพืชชนิดอื่นเกิดขึ้น โดยเฉพาะแพลงตอนในกลุ่มสีน้ำเงินแกมเขียว น้ำจะมีสีเขียวเข้ม หรืออาจมีกลิ่นเหม็น เมื่อตักไปกรองผ่านกระชอน น้ำจะไหลผ่านค่อนข้างยาก
เมื่อพยายามเขย่ากระชอน จะพบว่ามีคราบสีเขียวติดที่ผ้ากระชอน หากนำน้ำที่กรองได้ไปเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า ไรน้ำนางฟ้าจะทยอยตายไป

หรือใช้แก้วตักน้ำเขียวดังกล่าวตั้งทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง จะเห็นว่ามีการตกตะกอนของแพลงตอน น้ำส่วนบนจะใส

ภาพที่ 16  ลักษณะน้ำเขียวที่ไม่ได้เกิดจาก Chlorella

.

      ข้อควรจำ     1. ควรดำเนินการจนได้น้ำเขียวอย่างแน่นอนแล้ว แล้วลองตักน้ำเขียวเทผ่านกระชอนผ้าเนื้อหนา หากน้ำไหลผ่านกระชอนได้อย่างง่ายดาย แสดงว่าได้น้ำเขียวที่เกิดจาก Chlorella นำไปใช้เลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้ดี จึงค่อยเริ่มฟักไข่ของไรน้ำนางฟ้า   

                    2. การเลี้ยงน้ำเขียวในภาชนะควรเตรียมไว้ 2 บ่อ เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแพลงตอนในภาชนะขนาดเล็ก การขึ้น-ลง (เกิดมากหรือลดลง) จะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากบ่อใดเปลี่ยนแปลงจะยังมีอีกบ่อที่ใช้เป็นอาหารได้ การขาดอาหารจะทำให้ไรน้ำนางฟ้าตายได้อย่างรวดเร็ว  

                    3. หากต้องการใชัน้ำเขียวปริมาณมาก สามารถดำเนินการทำน้ำเขียวในบ่อซิเมนต์ขนาดใหญ่ได้ โดยการคำนวณ (ประมาณ) เพิ่มจำนวนหญ้าแห้งและอาหารปลา

                    4. การเลี้ยงน้ำเขียวด้วยหญ้าแห้ง อาหารปลา หรือมูลสัตว์ ในช่วงแรก ๆ จะเกิดแพลงตอนสัตว์มาก ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย โปรโตซัว และไรน้ำ จะต้องทิ้งไว้ประมาณ 30-40 วัน ให้อาหารของแพลงตอนสัตว์หมดไป จะทำให้แพลงตอนสัตว์หมดไปด้วย การทำน้ำเขียวโดยการเลี้ยงปลาหางนกยูงค่อนข้างจะให้น้ำเขียวที่ดี เนื่องจากแพลงตอนสัตว์จะถูกปลาหางนกยูงกินไปหมด

                    5. การเลี้ยงน้ำเขียวควรเตรียมหัวเชื้อของ Chlorella และน้ำเขียวที่ได้ในช่วงแรก ๆ ควรเก็บไว้เป็นหัวเชื้อของการเลี้ยงในครั้งต่อ ๆ ไป

.

                      1.2 การฟักไข่ไรน้ำนางฟ้า อาจฟักไข่ไรน้ำนางฟ้าในกะละมังขนาดความจุประมาณ 3 ลิตรก่อน จะทำให้สังเกตุจำนวนไรน้ำนางฟ้าที่ฟักตัวได้ง่าย ควรเริ่มดำเนินการฟักไข่ในตอนเย็น เมื่อไรน้ำนางฟ้าฟักตัวในเช้าวันถัดไปจะดำเนินการปล่อยลงบ่อเลี้ยงและให้อาหารได้ง่าย   

                      1.3 การดำเนินการเลี้ยง มีขั้นตอนการเลี้ยง ดังนี้ 

                                1.3.1 การตั้งภาชนะ ควรตั้งภาชนะที่จะใช้เลี้ยงในที่ร่ม หากจำเป็นต้องวางกลางแจ้งให้ใช้วัสดุปิดบนภาชนะ ประมาณ 4 ใน 5 ส่วน ต้องการให้รับแสงแดดน้อยที่สุด เนื่องจากอาหารที่ใช้เลี้ยงไรน้ำนางฟ้า คือ น้ำเขียว (แพลงตอนพืช) ซึ่งเมื่อได้รับแสงแดดก็จะมีการสังเคราะห์แสง และให้ออกซิเจนออกมาในน้ำ ออกซิเจนที่ปล่อยออกมานี้หากมีมากเกินไป จะเกิดเป็นฟองอากาศเล็ก ๆ ขึ้นที่ตัวไรน้ำนางฟ้า จะทำให้ไรน้ำนางฟ้าตายได้ โดยเฉพาะไรน้ำนางฟ้าอายุ 1-3 วันแรก จะตายจากสาเหตุนี้ได้ง่ายมาก ไรมักจะตายหมดในช่วง 3-4 วันแรกของการเลี้ยง       

                                1.3.2 การเติมน้ำและอาหาร (น้ำเขียว) ช่วงแรกควรเติมน้ำลงไปประมาณครึ่งภาชนะ นำไรน้ำนางฟ้าที่ฟักตัวแล้วมาปล่อย การเติมน้ำใหม่และน้ำเขียว (สำหรับภาชนะเลี้ยงความจุประมาณ 50 ลิตร) อาจทำได้ ดังนี้ 

           - วันแรก เช้า เติมน้ำเขียวประมาณ 1 ลิตร (1 ขัน) 

           - วันที่สอง เช้า เติมน้ำเขียวประมาณ 1 ลิตร (1 ขัน) และน้ำใหม่ 3 ลิตร (น้ำใหม่กระตุ้นการเติบโต) 

           - วันที่สาม เช้า เติมน้ำเขียวประมาณ 2 ลิตร (2 ขัน) และน้ำใหม่ 3 ลิตร 

           - วันที่สี่ เช้า เติมน้ำเขียวประมาณ 2 ลิตร (2 ขัน) และน้ำใหม่ 3 ลิตร 

           - วันที่ห้า เช้า เติมน้ำเขียวประมาณ 2 ลิตร (2 ขัน) และน้ำใหม่ 3 ลิตร 

           - หลังจากวันที่ห้า การเติมน้ำเขียวและน้ำใหม่ต้องมีการสังเกตุ คือ หลังจากเติมน้ำเขียว และน้ำใหม่ในตอนเช้าแล้ว ในตอนเย็นต้องสังเกตุว่าไรน้ำนางฟ้ากินอาหารหมดหรือไม่ ดูจากความเขียวของน้ำ ถ้าน้ำในบ่อเลี้ยงใสหรือค่อนข้างใสก็เติมน้ำเขียวเพิ่มอีก 1-2 ลิตร ในกรณีที่น้ำในบ่อเลี้ยงเต็ม ก่อนเติมน้ำเขียวและน้ำใหม่ก็วิดน้ำออกก่อน โดยวิดน้ำผ่านกระชอนผ้า (ดูภาพประกอบ)

           - ประมาณ 10-12 วัน ไรน้ำนางฟ้าจะเติบโตมีขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร สามารถนำไปเลี้ยงปลาได้อย่างดี ความรวดเร็วของการเติบโตจะขึ้นกับชนิดของไรน้ำนางฟ้า ไรน้ำนางฟ้าไทยจะกินอาหารเก่งมาก สามารถเติบโตมีขนาด 2.0-2.5 เซนติเมตร ภายในเวลา 10 วัน ส่วนไรน้ำนางฟ้าสิรินทรอาจต้องใช้เวลา 12-15 วันจึงเติบโตได้ขนาด 2.0 เซนติเมตร นอกจากนั้นการเติบโตของไรน้ำนางฟ้ายังขึ้นกับความหนาแน่นในการปล่อย รวมทั้งขนาดบ่อและการดูแลให้อาหาร 

.

ตัวอ่อนของไรน้ำนางฟ้าไทยที่ฟักตัวในวันแรก (สังเกตุในวงกลม) และเมื่ออายุ 2 วัน (ถ่ายในเช้าวันถัดไป คือห่างกัน 24 ชั่วโมง)
เมื่ออายุ 3 วัน เมื่ออายุ 10 วัน จะสมบูรณ์เพศ สังเกตุความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมียได้ง่าย เพศเมียมีการสร้างถุงไข่
การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในกะละมังความจุประมาณ 50 ลิตร เมื่อเติมน้ำเขียวให้เป็นอาหาร หลังจากนั้น 2 ชั่วโมง น้ำจะเริ่มใส สังเกตุที่ตัวไรจะเห็นเส้นสีดำตลอดลำตัว และมีเส้นสีดำ (มูล) ต่่อยาวออกมาจากปลายหาง
น้ำจะใสขึ้นเรื่อย ๆ  เช้าวันถัดมาน้ำจะใสจนมองเห็ก้นกะละมังได้ชัด
ในฤดูหนาวก็สามารถเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้ โดยใส่ฮีตเตอร์ 100 วัตต์ ก็เจริญเติบโตได้ดี
สิ่งสำคัญ คือ กรองน้ำเขียวผ่านผ้าเนื้อแน่นทุกครั้งที่ใส่ลงบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะน้ำเขียวที่ได้จากการเลี้ยงด้วยหญ้าแห้งและอาหารปลา เพื่อป้องกันไรน้ำอื่น ๆ ที่จะลงไปทำอันตรายไรน้ำนางฟ้า และใช้วัสดุปิดปากบ่อเลี้ยง เพื่อไม่ให้มีแสงจัดมากไป
       
เพราะเมื่อได้รับแสงแดด แพลงตอนพืชจะสังเคราะห์แสงแล้วให้ออกซิเจนออกมา ดังภาพถ้าตักน้ำเขียวใส่แก้วตั้งให้รับแสง ภายใน 1 ชั่วโมงจะเกิดฟองของออกซิเจนเกิดขึ้นให้เห็นได้

ภาพที่ 17  การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาชนะ

.

                2. การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาชนะขนาดใหญ่ และในบ่อดิน  การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาชนะขนาดใหญ่ เช่น ถังไฟเบอร์ หรือบ่อซิเมนต์ และในบ่อดิน

                      2.1 การเพาะเลี้ยง Chlorella ควรเตรียมน้ำเขียว หรือเพาะเลี้ยง Chlorella ในบ่อดินขนาดตั้งแต่ 100-600 ตารางเมตร ขึ้นกับปริมาณไรน้ำนางฟ้าที่ต้องการเลี้ยง การเตรียมน้ำเขียวในบ่อดินควรทำโดยการเลี้ยงปลา ชนิดปลาที่ควรปล่อยเลี้ยง ได้แก่ ปลาไน หรือปลานิล จำนวน 2 ตัวต่อตารางเมตร และปล่อยปลาที่จะช่วยกินไรน้ำต่าง ๆ ได้ เช่น ปลาสลิด หรือปลากระดี่ จำนวน 1 ตัวต่อตารางเมตร ไม่ควรปล่อยปลาที่กรองกินแพลงตอน เช่น ปลาเล่ง เลี้ยงปลาเป็นเวลา 1-2 เดือน ขึ้นกับขนาดปลาที่ปล่อยเลี้ยง เมื่อน้ำเขียวได้ที่แล้วจึงติดตั้งเครื่องสูบนำแบบจุ่มไว้ จะสามารถสูบน้ำเขียวไปยังบ่อเลี้ยงได้สะดวก                 

                      2.2 การดำเนินการเลี้ยง หากเลี้ยงในถังไฟเบอร์ ควรวางถังไฟเบอร์ในที่ร่มหรือใช้วัสดุปิดปากถัง เช่นเดียวกับการเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก แต่ถ้าเลี้ยงในบ่อดินก็ควบคุมเรื่องความเขียวของน้ำ อย่าให้น้ำในบ่อเลี้ยงเขียวมากเกินไป การฟักไข่ไรน้ำนางฟ้าก็สามารถทำได้ทั้งในถังไฟเบอร์ หรือในบ่อดินเลย หรือฟักในภาชนะขนาดเล็กก่อนก็ได้  

      หมายเหตุ    การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในภาชนะขนาดใหญ่ หรือในบ่อดิน จะดำเนินการเลี้ยงได้ง่ายกว่าในภาชนะขนาดเล็ก สิ่งสำคัญคือ ต้องดำเนินการเตรียมการเลี้ยง Chlorella หรือทำน้ำเขียวให้ได้ก่อน  

.

การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในถังไฟเบอร์ จะได้ไรน้ำนางฟ้ามากพอควร

การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในบ่อซิเมนต์์ จะได้ไรน้ำนางฟ้าจำนวนมากและสะดวกในการระบายน้ำ

ภาพที่ 18  การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในถังไฟเบอร์และในบ่อซิเมนต์

.

ภาพที่ 19  การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในถังไฟเบอร์โดยใช้น้ำเขียวจากบ่อเลี้ยงปลานิล

.

      ข้อควรจำ    การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าให้ประสบผลสำเร็จ มีข้อควรพิจารณาดังนี้  

         1. น้ำเขียวมีความสำคัญต่อการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าอย่างยิ่ง น้ำเขียวที่ได้อาจไม่สามารถใช้เลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้ เพราะไม่ได้เกิดจาก Chlorella เพียงอย่างเดียว อาจเป็นแพลงตอนพืชอย่างอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าปาก ทำให้ไรน้ำนางฟ้าไม่สามารถกรองกินได้ ไรน้ำนางฟ้าก็จะทยอยตายไป ผู้เลี้ยงต้องกรองน้ำเขียวผ่านผ้าไนล่อนตาถี่ทุกครั้ง ถ้าน้ำเขียวไหลผ่านผ้ากรองได้ยากกว่าปกติ แสดงว่ามีแพลงตอนพืชชนิดอื่นเกิดขึ้น ควรล้างทิ้งแล้วเริ่มดำเนินการใหม่  

                    * * * ควรมีการศึกษาวิธีการที่จะเพาะเลี้ยง Chlorella ที่ให้ผลอย่างรวดเร็วและแน่นอน เพื่อใช้เป็นอาหารในการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าอย่างแท้จริง ก็จะสามารถพัฒนาการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าได้อย่างแพร่หลายจริงจัง  

         2. ศัตรูที่สำคัญต่อการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า คือ ไรน้ำ โดยเฉพาะ ไรขาว (Cyclop) ดังนั้นต้องกรองน้ำเขียวด้วยผ้าเนื้อหนาก่อนใส่ลงบ่อเลี้ยง กรณีทำน้ำเขียวในบ่อดิน ควรปล่อยปลาที่กินไรน้ำ หรือปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสลิด ปลากระดี่ และปลาหางนกยูง จะช่วยลดปริมาณไรน้ำต่าง ๆ ได้อย่างดี    

.

การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์

                          การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์ สามารถทำได้ทั้งในถังไฟเบอร์ บ่อซิเมนต์ และในบ่อดิน ประเด็นหลักในการเลี้ยงคือ 

         1. ทำอย่างไรที่จะให้สามารถเก็บรวบรวมไข่ในแต่ละวัน ให้ได้มากที่สุดและค่อนข้างสะอาด การสร้างบ่อรวบรวมไข่ที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง ได้ดำเนินการทดลองในโมเดลขนาดเล็กไว้แล้ว แต่เนื่องจากไม่ได้รับทุนสนับสนุนให้ดำเนินการต่อ จึงไม่สามารถขยายให้เห็นจริงได้ หน่วยงานใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้

         2. ทำอย่างไรที่จะเพาะเลี้ยง Chlorella หรือทำน้ำเขียวในปริมาณมากให้เกิดต่อเนื่องได้ตลอดการเลี้ยง การดำเนินการเลี้ยง Chlorella ในบ่อดินจึงจะทำให้การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์ประสบผลสำเร็จได้ ซึ่งจากภาพที่ 17 จะเห็นได้ว่าไรน้ำนางฟ้าเป็นสัตว์ที่กินอาหารเก่งมาก ในแต่ละวันมีความต้องการ Chlorella ปริมาณมาก และจะต้องเป็น Chlorella ที่ค่อนข้างสะอาด คือ ต้องไม่มีแบคทีเรีย หรือโปรโตซัว และไรน้ำอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะ พารามีเซียม และไรขาว เพราะจะทำให้ไรน้ำนางฟ้าตายได้อย่างรวดเร็ว  ควรที่หน่วยงานของรัฐน่าจะเร่งดำเนินการศึกษา จะทำให้เกษตรกรสามารถขยายการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์ได้อย่างแน่นอน  

.         3. การเตรียมอาหารเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าจะยากกว่าการเลี้ยงอาร์ทีเมีย เพราะอาร์ทีเมียเลี้ยงในน้ำความเค็มค่อนข้างสูง ทำให้ไม่มีแบคทีเรียหรือโปรโตซัวที่จะไปทำอันตรายได้ ส่วนไรน้ำนางฟ้าอยู่ในน้ำจืดถึงแม้จะกรองกินอาหารเช่นเดียวกับอาร์ทีเมีย แต่ต้องการอารที่เป็นแพลงตอนพืชที่ดี และจะถูกทำอันตรายจากแบคทีเรียหรือโปรโตซัว หรือไรน้ำจืดที่มีอยู่ในน้ำได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าจะต้องพิถีพิถันในเรื่องการเตรียมอาหารอย่างมาก

                       ทั้งหมดนี้เป็นการศึกษาที่ผมได้ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการศึกษา หรือต้องการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้า หากได้ทำความเข้าใจแล้วก็น่าที่จะดำเนินการเลี้ยง และเก็บไข่ของไรน้ำนางฟ้าที่มีคุณภาพไว้ใช้เองได้อย่างง่าย ๆ 

.

                              เนื่องจากมีผู้อ่านหลายท่านหวังดี ได้ส่งสูตรปุ๋ยสำหรับการเพาะเลี้ยง Chlorella มาให้ ผมขอชี้แจงเพิ่มเติมเล็กน้อยครับ 

                1. สูตรปุ๋ยสำหรับการเพาะเลี้ยง Chlorella ทางผมก็มีอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่าสูตรเหล่านั้นเหมาะสำหรับการเตรียมอยู่ในห้องปฏิบัติการ ลองมาแล้วหลายสูตรไม่ค่อยได้ผลเมื่อต้องการปริมาณมาก และทำภายนอกอาคาร นอกจากนั้นยังยุ่งยากเมื่อต้องมีการตักออกไปใช้ ทั้งการเติมน้ำและการเพิ่มปุ๋ย และเมื่อตักไปใช้เลี้ยงไรน้ำนางฟ้า ไรก็อ่อนแอ

                2. วัสดุอุปกรณ์ที่ผมเขียนแนะนำ ดูเหมือนเป็นวัสดุที่ล้าสมัย ที่จริงทางเราก็มีวัสดุอุปกรณ์ที่ดีกว่าในภาพ เช่นสายยางกาลักน้ำ ก็มีสายลักน้ำแบบบีบหรือเขย่า หรือใช้ปั๊มช่วย แต่ผมพยายามเน้นผู้เลี้ยงมือใหม่ให้ใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ส่วนผู้เลี้ยงที่เลี้ยงปลาสวยงามมามากแล้วแค่บอกว่าทำกาลักน้ำก็มองเห็นภาพอุปกรณ์ที่จะใช้ได้แล้ว

                3. การเลี้ยง Chlorella ให้ได้ต่อเนื่องในบ่อดินจะมีความสำคัญมาก เพราะจากที่เคยลองเลี้ยงไรจำนวนมากในถังไฟเบอร์ 4 ใบ ต้องใช้น้ำเขียววันละประมาณ 300 ลิตร ก็ไม่สามารถผลิตน้ำเขียวให้มีใช้ต่อเนื่องทุกวันได้ ผมคิดว่าถ้าสามารถส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าทำน้ำเขียวได้จริง การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าในบ้านเราจะขยายตัวได้ทันที ผมถึงบอกว่าการศึกษาการทำน้ำเขียวจำนวนมากให้มีความต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมาก 

                4. ที่ต้องฝากเรื่องการเลี้ยง Chlorella ในบ่อดินให้ได้ต่อเนื่องนั้น เพราะผมเกษียณอายุราชการแล้ว ตั้งแต่  กันยายน 2554 หวังว่าคงมีนักวิชาการที่สนใจ เห็นความสำคัญ ลงมือดำเนินการนะครับ

                ประโยชน์ที่เกิดจากการศึกษาครั้งนี้ขอมอบให้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

                                                                                                    22 มิถุนายน 2555  

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม              pracha@kku.ac.th