สมองฝ่อในผู้สูงอายุ


สมองฝ่อในผู้สูงอายุ สมองฝ่อเป็นความผิดปกติของสมอง โดยเฉพาะด้านความจำที่เสื่อมลงไปทีละน้อย มีการเสื่อมของเซลล์สมอง มีจำนวนเซลล์น้อยลง สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุประมาณ 75 ปีขึ้นไป สภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองน้อย ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมองฝ่อ ในคนสูงอายุที่มีอาการนี้ อาจเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองหลายๆ เส้น เกิดการตายของเซลล์สมองหลายๆ ตำแหน่ง ขนาดไม่ใหญ่ถึงกับทำให้คนสูงอายุนั้นเป็นอัมพาต ไม่มีอาการอะไรรุนแรง นอกจากความจำเสื่อม ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มทีมีแอลกอฮอล์มาก มีส่วนทำให้เกิดโรคสมองฝ่อได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม


ความเสื่อมของร่างกายนั้นเป็น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยชรา ไม่เพียงแต่สมองเท่านั้นที่เสื่อมลง อวัยวะอื่นๆ ก็เสื่อมด้วย เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมหงอก ผมร่วง ฟันโยกคลอน ตาฝ้าฟาง หูตึง เป็นต้น "สมองฝ่อ" หมายถึงการที่เนื้อสมองสูญหายไปจำนวนหนึ่ง มักเกิดกับคนชรา ที่จริงแล้วไม่ใช่โรคแต่เป็นความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย คนแก่บางคนอายุมากแล้วสมองยังไม่ฝ่อก็มี



สมองมนุษย์


สมองมนุษย์มีเซลล์ที่พัฒนามา อย่างวิเศษ เรียกว่า เซลล์ ประสาท (neurons) ประมาณ 140,000 ล้านเซลล์ แต่ละเซลล์จะมีกิ่งก้านสาขาเชื่อมติดกับเซลล์ประสาทอื่นๆ ถึง 15,000 จุดเชื่อมต่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีความสลับซับซ้อนกว่าคอมพิวเตอร์ที่ว่ายุ่งยากสุดๆ แล้วเสียอีก เซลล์ประสาทจะสร้างสัญญาณไฟฟ้า และสารเคมีเพื่อส่งสัญญาณข้อมูลต่อจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาท หนึ่งทั่วสมอง และระบบประสาท นอกจากนี้เซลล์ประสาทยังสร้างสารเคมีพิเศษ (neurotransmitter) ซึ่งเอื้ออำนวย ต่อการส่งสัญญาณประสาทโดยสารนี้จะไหลออกไปช่วยเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท 2 ตัว



อาการ


  1. สำหรับอาการของโรคสมองฝ่อ จะเริ่มต้นจากการลืมเหตุการณ์ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ต่อมาจะเกี่ยวข้องกับสมองในด้านการรับรู้ การเข้าใจ และการมีเหตุผล ขาดความสนใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมรอบๆ ตัวเอง และถ้าเป็นมากขึ้น บุคลิกภาพของผู้สูงอายุนั้นจะเสียไป
  2. บางรายมีอาการเกร็งของกล้าม เนื้อแขนและขา ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก
  3. กรณีที่เกิดสมองฝ่อแล้วไม่มี อาการอะไรก็ไม่ต้องไปวิตกกังวล ยกเว้นว่าจะมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ความจำเสื่อม หลงลืม เชาวน์ปัญญาลดลง อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ช่วยเหลือตนเองได้น้อยลงเหมือนถอยหลังกลับไปเป็นเด็ก อย่างนี้ถึงจะจัดว่าเป็นโรคทางสมอง
  4. ส่วนอาการ "ขี้หลงขี้ลืม" นั้น ต้องแยกแยะให้ดี เพราะเกิดขึ้นกับคนแก่เกือบทุกคนหรือแม้แต่วัยกลางคน ส่วนมากมักไม่ใช่โรคอัลไซเมอร์ แต่เป็นเรื่องปกติของคนที่มีเรื่องราวสะสมในหัวมาก เมื่อเรื่องมากก็ต้องลืมง่ายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะคนแก่มักลืมเหตุการณ์ใหม่ๆ แต่ไม่ยอมลืมความหลังครั้งเก่า ซึ่งอาการขี้ลืมนี้จะยังไม่มากถึงขั้น "หลงลืม " จนทำให้คนอื่นผิดสังเกต เช่น กินข้าวแล้วแต่บอกว่ายังไม่ได้กิน สติปัญญาลดลงจนผิดสังเกต รวมทั้งมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย



การรักษา


  1. สำหรับการรักษาโรคสมองฝ่อนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุบางอย่างสามารถแก้ไขได้ เช่น สภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงในระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาทันท่วงที ก็อาจป้องกันการเกิดโรคสมองฝ่อได้ หรือการรับประทานยาบางอย่าง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ก็อาจมีส่วนทำให้มีอาการโรคสมองฝ่อได้
  2. ส่วนโรคสมองฝ่อที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ทราบสาเหตุ การรักษาคงเป็นการรักษาตามอาการ
  3. สำหรับวิธีการชะลอความเสื่อมที่ เป็นที่ยอมรับและ ได้ผลดีตามวิถีธรรมชาติ ก็คือหลัก 5 อ ได้แก่ อาหารดี อากาศดี ออกกำลังกายดี อุจจาระ (ขับถ่ายดี) และอารมณ์ (จิตใจ) ดี



การพยากรณ์โรค


โดยปรกติการทำนายภาวะ หรือพยากรณ์โรคสมองเสื่อมนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคในผู้ป่วยกลุ่มที่เกิด จากโรค ที่สามารถรักษาต้นเหตุได้ จะมีการพยากรณ์โรคดีมาก ส่วนใหญ่กลุ่มผู้ป่วยที่เกิดจากโรคที่รักษาไม่หาย ในปัจจุบันมักจะมีการดำเนินต่อไปของโรคโดยจะมีอาการของโรคลดลงเรื่อยๆ การรักษาทางยามักจะเพียงช่วยประทังอาการของโรคเท่านั้น แต่การรักษาตามอาการของโรคจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง การดูแลผู้ป่วย และยอมรับของญาติ เป็นปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากในการพยากรณ์ของโรคในระยะยาว เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอายุยืนนานใกล้เคียงกับคนปรกติทั่วไป ส่วนสาเหตุการสูญเสียชีวิตในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม มักจะเกิดจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การอักเสบของปอด การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อที่แผลนอนทับ และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น



แนวทางการปรับตัวสำหรับผู้สูงวัย


ผู้ที่กำลังเข้าสู่สภาวะผู้สูง วัย คืออายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป ต้องเข้าใจ และยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลง รวมถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับร่างกาย สิ่งสำคัญที่ผู้ที่กำลังจะเป็นผู้สูงวัย หรือที่เป็นผู้สูงวัยแล้ว ต้องเข้าใจตนเอง สามารถจำแนกได้หลายประการคือ


  1. การยอมรับสภาพร่างกายของตนเอง ว่าไม่ทัดเทียมกับคนอายุน้อยกว่า หรือคนรุ่นหลัง ดังนั้นการทำงานที่ต้องอาศัยสมรรถนะของร่างกายด้านกายภาพ จึงด้อยกว่าโดยสภาพ ไม่ควรแข่งขันหรือพยายามต้องให้ทัดเทียมกับคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว
  2. พยายามใช้สมองให้ทำงานอย่างสม่ำ เสมอ ติดตามข้อมูลข่าวสารตามความเหมาะสม เพื่อยังคงมีกระบวนการทำงานของสมองอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะได้เรียนรู้เรื่องราวสังคมของเยาวชนรุ่นลูก-หลาน เพื่อให้ตัวเราเข้าใจความเป็นไปพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัว และสามารถปรับตัวเข้าหากันได้
  3. สร้างรูปแบบการปฏิบัติตัวในแต่ ละวัน เพื่อให้มีกิจกรรมที่เราปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอ (นาฬิกาชีวิต) ซึ่งจะมีผลต่อสภาวะจิตใจของผู้สูงวัย ว่าเรายังมีประโยชน์ มีคุณค่าและยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ ยังมีคนอื่นต้องพึ่งเราอยู่ ซึ่งตัวผู้สูงวัยก็จะเกิดความกระตือรือล้น มุ่งมั่นที่จะรักษาความเข้มแข็งไว้ให้เป็นที่พึ่งพาของคนอื่นๆได้
  4. ทำจิตใจให้มีแต่ความสุข ไม่ควรกักตัวเองไว้กับความหดหู่ เศร้าซึม หรือแยกตัวเองไปอยู่โดดเดี่ยว ควรตั้งใจที่จะนำประสบการณ์ที่ตัวเรามีไปถ่ายทอดต่อคนรุ่นหลังให้เป็น ประโยชน์ หรือประยุกต์ใช้ในสังคมต่อไป รวมถึงการพัฒนา EQ/IQ3 ให้แก่เด็กในครอบครัว ฯลฯ
  5. ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกาย ไม่จำเป็นต้องฝึกหรือออกกำลังให้แข็งแรงแบบวัยหนุ่มสาว เนื่องจากความทนทาน ประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ไขข้อ แตกต่างกัน



ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Bangkokhealth.com