| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
1. การใช้คำ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
การใช้คำต้องคำนึงถึงชนิดและหน้าที่ของคำในประโยคผู้เขียนต้องรู้จักเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
และเพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างการใช้คำไม่ถูกต้องตามชนิดของคำ
|
"โดดเดี่ยว"
เป็นคำวิเศษณ์ แต่ผู้เขียนนำมาใช้ในตำแหน่งของคำกริยา ประโยคนี้อาจแก้ไขให้ถูกต้อง
คือ "เขาเป็นผู้แทนราษฎรที่ไม่เคยมีผลงานด้านการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเลย
ในที่สุดประชาชนก็ทอดทิ้งเขาให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว"
นอกจากจะต้องใช้ชนิดของคำให้ถูกต้องตามหน้าที่ของคำนั้น
ๆ ในประโยคแล้วผู้เขียนยังต้องระมัดระวังใช้คำแต่ละชนิดให้ถูกต้องด้วย เช่น
คำบุพบท คำสันธาน และลักษณนาม เป็นต้น
การเขียนทำให้การบันทึกแม่นยำและถาวร
ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ รวมทั้งความละเอียดถี่ถ้วนก็มีมากกว่าภาษาพูด
ภาษาเขียนเป็นภาษาที่เรียบเรียงเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพราะหน้าที่ ประโยชน์
สถานการณ์ รวมทั้งความถาวร ทำให้ภาษาเขียนเป็นภาษาที่ต้องมีการร่าง การเรียบเรียง
การแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า งานเขียนหลายประเภทมีผู้แก้ไขหลายคน เช่น ร่างกฎหมาย
รายงานการประชุม เป็นต้น ข้อแตกต่างระหว่างภาษาเขียนกับภาษาพูดเห็นได้ง่ายในเรื่องระดับของถ้อยคำที่ใช้และรูปแบบของสื่อ
(วัลยา ช้างขวัญยืน , 2534 )
ตัวอย่างภาษาพูด
|
ตัวอย่างภาษาเขียน
|
การใช้คำในงานเขียนเชิงวิชาการนั้น
ผู้เขียนต้องเลือกใช้คำที่เป็นภาษาทางการแทนการใช้ภาษาลำลอง ดังนั้นผู้เขียนจึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้คำนั้น
ๆ พิถีพิถัน และรู้จักเลือกใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมายที่แท้จริงของคำด้วย
อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล (2542: 32) ได้ยกตัวอย่างการใช้คำภาษาทางการและภาษาลำลองไว้
ดังนี้
ภาษาทางการ
|
ภาษาลำลอง
|
การใช้คำในภาษาเขียนควรคำนึงถึงเรื่องการใช้คำสุภาพเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกที่ดีทั้งยังแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนเป็นผู้ที่มีมารยาทในการใช้ภาษาด้วย ดังตัวอย่าง
ประโยค "อาชีพที่พบเห็นโดยทั่วไปสำหรับคนตาบอดคือขายล็อตเตอรี"
อาจเลือกใช้คำสุภาพและเป็นทางการ ดังนี้
"อาชีพที่พบเห็นโดยทั่วไปสำหรับผู้พิการทางสายตาคือการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล"
ปัจจุบันเรารับวิทยาการด้านต่างๆ มาจากต่างประเทศ เราจึงมีคำศัพท์ภาษาต่างประเทศใช้เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์ในภาษาอังกฤษในการเขียนภาษาไทยนั้นหากจำเป็นต้องใช้คำศัพท์ภาษาต่างประเทศ ควรเลือกใช้คำศัพท์บัญญัติที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดหากคำใดยังไม่มีการบัญญัติขึ้นใช้ อาจใช้คำที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปหรือใช้ทับศัพท์ แต่ควรวงเล็บคำภาษาอังกฤษไว้ด้วยเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตรงกัน ดังตัวอย่าง
| ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ | แทนคำ | |
| อินเทอร์เน็ต | แทนคำ | Internet |
| การรื้อปรับระบบ | แทนคำ | Reengineering |
ไซเบอร์สเปซ (Cyberspace)
คือที่ซึ่งมีการใช้สื่อชนิดต่าง ๆ รวมกันเสมือนเป็นระบบอันหนึ่งอันเดียวกัน
(สรรเสริญ สุวรรณประเทศ และกัมพล คุณาบุตร , 2539 : 88)
ชื่อเฉพาะขององค์การ
หน่วยงาน หรือสถาบันต่างๆ หากต้องการใช้ควรเขียนคำเต็มและวงเล็บคำย่อไว้
เช่น
|
คำที่ไม่ควรใช้ในภาษาเขียน
(ปรีชา ช้างขวัญยืน , 2542)
1.
คำย่อและคำตัด
คำย่อที่ไม่ควรใช้คือคำย่อที่ใช้เฉพาะกลุ่ม
คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบความหมาย เช่น ปวศ. อ.ส.ม.ท. น.บ. เป็นต้น ในการเขียนควรใช้คำย่อให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย
หากใช้ควรเขียนคำเต็มเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ
คำตัดที่ใช้ในภาษาเขียนโดยทั่วไปมีไม่กี่คำ
เช่น กรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ข้า ฯ คำตัดบางคำใช้แพร่หลายในการพูดแต่ไม่นิยมใช้ในภาษาเขียนซึ่งต้องการความแจ่มแจ้ง
เช่น นิสิตจุฬา ผู้ว่า โรงเรียนนายร้อย เป็นต้น
2.
คำภาษาต่างประเทศ
คำภาษาต่างประเทศถ้าใช้ในวงแคบเฉพาะในหมู่ผู้รู้ไม่กี่คนก็อาจเป็นประโยชน์
3.
คำหรูหรา
คำหรูหรา ได้แก่คำที่เป็นศัพท์ซึ่งไม่ค่อยใช้กันในภาษาทั่วไปและถือกันว่าเป็นศัพท์สูงกว่าศัพท์ที่ใช้กันทั่วไป
การใช้คำประเภทนี้อาจแสดงว่าผู้ใช้รู้ศัพท์มาก แต่ก็ทำให้ผู้อ่านเข้าใจยากขึ้น
คำหรูหราในภาษาไทยมี 2 ประเภท คือ
1.
คำที่มาจากภาษาอื่น เช่น ประจักษ์ บัญชา เ จตนารมณ์ ทัศนียภาพ เป็นต้น
คำสามัญที่ใช้แทนคำเหล่านี้คือ เห็น ความมุ่งหมาย ภาพที่สวยงาม
2.
ศัพท์ที่ตั้งขึ้นโดยพยายามจะให้แปลกหูแต่คนฟังต้องตีความ เช่น เรียกการพูดโจมตีว่า
"การกระทำที่ไม่เป็นมิตร" เรียกผู้หญิงว่า "ดอกไม้ของชาติ"
เรียกรถไฟว่า "ม้าเหล็ก" เป็นต้น
4.
คำที่มีความหมายซ้ำกัน
การใช้คำที่มีความหมายซ้ำกันคือการใช้คำมากกว่าหนึ่งคำเพื่อบอกความหมายเดียว
เช่น วางแผนล่วงหน้า เปิดเผยให้ทราบ เริ่มทำเป็นครั้งแรก ในประวัติเท่าที่ผ่านมา
เป็นต้น
5.
คำที่เป็นภาษาพูด เช่น
| ภาษาพูด | ภาษาเขียน |
| เข้าท่า | เหมาะสม |
| เต็มกลืน | แทบจะทำไม่ได้ |
| ยังไง | อย่างไร |
| บาทเดียวเอง | เพียงบาทเดียว |
6.
คำโบราณ
คำโบราณมีอยู่ในหนังสือเก่า
เช่น วรรณคดี หรือจารึกต่าง ๆ เป็นคำที่คนสมัยใหม่อาจไม่เข้าใจจึงควรเลือกใช้คำอื่น
เช่น
| คำ | ตัวอย่างประโยค |
| ย่อม | สิ่งมีชีวิตย่อมกินอาหาร |
| เจ้าเรือน | คนส่วนมากมีโทสจริตและโมหจริตเป็นเจ้าเรือน |
| ลางที | ลางทีคนเราก็ไม่ใช้เหตุผล |
| สำเหนียก | พึงสำเหนียกว่าวิชาเป็นสิ่งประเสริฐ |
7.
คำในภาษาเฉพาะกลุ่ม
คำในภาษาเฉพาะกลุ่มเป็นภาษาปัจจุบันที่ใช้และรู้กันในหมู่คนเพียงบางกลุ่ม
รวมไปถึงคำที่เป็นภาษาถิ่น ในการเขียนเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจจึงต้องใช้ภาษาราชการ
8.
คำสแลง
คำสแลงเป็นคำที่จัดอยู่ในประเภทคำต่ำ
ส่วนมากเป็นคำทั่ว ๆ ไปที่นำมาใช้ในความหมายเฉพาะและใช้กันชั่วระยะเวลาหนึ่ง บางคำอาจใช้กันจนติดอยู่ในภาษา
เช่น คำว่า เชย เป็นต้น คำสแลงมักมีความหมายกว้างมากและแปลให้ตายตัวไม่ได้
ความหมายจึงไม่รัดกุมและเนื่องจากมักใช้กันชั่วคราวจึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นภาษาเขียน
9.
คำหยาบ
คำหยาบ ได้แก่ คำที่ถือว่าต่ำกว่าภาษาพูดลงไปและเป็นคำที่ถือว่าพูดไม่ได้
ถ้าใช้พูดก็ถือว่าดูหมิ่นผู้ฟัง คำด่าก็รวมอยู่ในประเภทคำหยาบด้วย คำเหล่านี้ใช้ในภาษาเขียนไม่ได้เลย
การสร้างประโยค ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
ใช้รูปประโยคภาษาไทย ไม่ใช้รูปประโยคและสำนวนภาษาอังกฤษ
ประโยคภาษาไทยโดยทั่วไปมักจะประกอบไปด้วยประธาน กริยา และกรรม บางประโยคอาจใช้กริยาหรือกรรมขึ้นต้นประโยคหากผู้พูดต้องการเน้นส่วนนั้น
ๆ แต่ตามปกติแล้วประโยคภาษาไทยไม่นิยมใช้กรรมขึ้นต้นประโยค
|
ประโยคข้างต้นนี้อาจเขียนให้เป็นรูปประโยคภาษาไทยได้ดังนี้
|
การใช้ภาษาในงานวิชาการนั้นต้องกระชับ
รัดกุม สื่อความหมายได้ชัดเจน ตรงประเด็นและสละสลวย คนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่าการเขียนงานวิชาการจำเป็นต้องใช้คำศัพท์สูง
และผูกประโยคให้ซับซ้อนเพื่อแสดงภูมิของผู้เขียนและเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหาที่เป็นวิชาการ แท้จริงแล้วการเขียนงานวิชาการซึ่งมุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านเป็นสำคัญนั้น
ผู้เขียนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้คำง่ายที่สื่อความหมายตรงไปตรงมา
และผูกประโยคสั้น ๆ ไม่พูดซ้ำโดยไม่จำเป็นเพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น
ส่วนความไพเราะสละสลวยของการเรียบเรียงข้อความนั้นจะช่วยเสริมให้เรื่องน่าอ่านยิ่งขึ้น
ตัวอย่างการใช้ประโยคที่ใช้คำฟุ่มเฟือย
|
ประโยคข้างต้นอาจแก้ไขให้กะทัดรัด
สละสลวยได้ดังนี้
|
ภาษาไทยไม่นิยมใช้เครื่องหมายวรรคตอนเมื่อจบข้อความหรือประโยคแต่การเว้นวรรคตอนเป็นเครื่องหมายที่ช่วยแบ่งประโยคหรือข้อความให้ชัดเจนขึ้น
ทำให้ทราบว่าข้อความหรือประโยคจบลงแล้ว การใช้วรรคตอนผิดส่งผลให้ความหมายของข้อความผิดเพี้ยนไป
หรือสื่อความหมายไม่ชัดเจน การเว้นวรรคตอนจึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
ตัวอย่างประโยคที่มีการเว้นวรรคถูกต้อง
ทำให้เข้าใจง่ายและชัดเจน
คนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมแสวงหาหนทางชีวิตที่มีความมั่นคง
มีเกียรติ ได้ทำงานที่ตนรักและถนัด ประเทศไทยยังไม่มีระบบที่จูงใจให้เด็กที่มีสติปัญญา
เฉลียวฉลาดเห็นคุณค่าของการเป็นนักวิจัย รู้ว่าชีวิตนักวิจัยเหมาะสมต่อความถนัดและความสามารถของตน
และมั่นใจว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ดีพอสมควร และที่สำคัญเป็นอาชีพที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมไม่ยิ่งหย่อนกว่าหมอหรือนักการเมือง
(ศาสตราจารย์ น.พ. วิจารณ์ พานิช "การศึกษากับการวิจัย" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย
หน้า 143)
ตัวอย่างประโยคที่เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
ทำให้การสื่อสารไม่ชัดเจน
หมายเหตุ
เครื่องหมาย /// ใช้แทนการเว้นวรรคตอน
|

ย่อหน้า
คือการนำกลุ่มของประโยคมาร้อยเรียงอย่างสัมพันธ์กันเพื่อแสดงความคิดสำคัญเพียงความคิดเดียว
ข้อความแต่ละย่อหน้าจะเป็นตัวแทนของความคิดสำคัญเพียงประการเดียวเท่านั้น
หากต้องการเสนอความคิดหลายประการผู้เขียนต้องแยกกล่าวถึงความคิดเหล่านั้นเป็นประเด็น
ๆ ในแต่ละย่อหน้า แล้วเรียบเรียงเนื้อหาให้สัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามลำดับ
ผู้อ่านจึงจะสามารถติดตามความคิดของผู้เขียนได้ง่าย
โดยทั่วไปแล้วการแสดงความคิดสำคัญในแต่ละย่อหน้านั้น
ผู้เขียนอาจแปรประเด็นความคิดสำคัญ (Main idea) เป็นประโยคใจความสำคัญ (Topic
sentence) และขยายความด้วยวิธีต่าง ๆ เนื้อความในแต่ละย่อหน้าจึงประกอบไปด้วยประโยคใจความสำคัญหรือประโยคหลักและประโยคขยาย
ประโยคใจความสำคัญจะช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอได้เด่นชัดขึ้น
แต่บางครั้งผู้เขียนก็อาจจะเสนอความคิด (Main idea) โดยไม่มีประโยคใจความสำคัญ
ผู้อ่านต้องสรุปประเด็นสำคัญของย่อหน้านั้นเอาเอง
ย่อหน้าเป็นตัวแทนของความคิดที่ผู้เขียนต้องการการนำเสนอ
การใช้วิธีเขียนแบบย่อหน้าทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเนื้อเรื่องได้อย่างเป็นขั้นตอนและมีเหตุผล
ผู้อ่านสามารถหยุดคิดตามได้เมื่ออ่านเนื้อหาแต่ละย่อหน้า นอกจากนี้การเขียนเนื้อหาโดยจัดแบ่งความคิดออกเป็นย่อหน้ายังช่วยให้เกิดความงามในเรื่องรูปแบบ
ทั้งนี้เพราะมีที่ว่างให้หยุดพักสายตา และผู้อ่านสามารถตรวจสอบทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่าง
ๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอได้ง่ายขึ้น ทั้งยังแสดงให้เห็นวิธีการเรียบเรียงความคิดที่เป็น
ระบบระเบียบของผู้เขียนอีกด้วย
ย่อหน้าแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบตามลักษณะการปรากฏของประโยคใจความสำคัญหรือประโยคหลัก
ดังนี้
1.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น
2.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้าย
3.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ทั้งตอนต้นและท้าย
4.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลาง
5.
ย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ
1.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น
ย่อหน้าประเภทนี้ผู้เขียนแปรประเด็นความคิดสำคัญเป็นประโยคใจความสำคัญแล้วนำไปใส่ไว้ในตอนต้นของย่อหน้า
จากนั้นจึงขยายความในประโยคใจความสำคัญนั้นให้ผู้อ่านเข้าใจ โดยทุกประโยคที่นำมาขยายความจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประโยคใจความสำคัญที่อยู่ต้นย่อหน้า
การเขียนย่อหน้าแบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเขียนเพราะจะไม่หลงประเด็นได้ง่าย
ผู้อ่านก็สามารถติดตามความคิดของผู้เขียนได้ทันที
ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น
ปัญหาเรื่องการศึกษาของชาตินั้นมีมากมายหลายประการก็จริงอยู่
แต่หาก จะให้ระบุว่าอะไรคือรากเหง้าของปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คงจะต้องตอบว่าการผูกขาด
โดยระบบราชการ ถ้าหากจะมองว่าการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมบริการประเภทหนึ่ง
จะเห็นได้ว่าการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมที่มีการผูกขาดสูงมาก กว่า 90 % ของสถาน
ศึกษาทั้งหมดกว่าสามหมื่นแห่งที่มีอยู่ในประเทศเป็นของราชการ ไม่ว่าจะโดย
กระทรวงศึกษาธิการหรือทบวงมหาวิทยาลัย ลำพังอำนาจผูกขาดเพียงอย่างเดียวก็เลวร้ายพออยู่แล้ว
แต่นี่เป็นการผูกขาดโดยผู้ผลิตที่ถูกดูแคลนว่าไร้สมรรถนะที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยนั้นแท้จริงแล้วมิได้มาจากบุคลากรทางการศึกษาแต่มาจากความล้มเหลวของระบบราชการต่างหาก
ซึ่งได้ปรากฏชัดในงานด้านอื่นของราชการด้วย เช่น การบริหารบริการสาธารณสุข
การกำกับดูแลสถาบันการเงิน การบริหารกองทุนฟื้นฟูและเงินตราต่างประเทศ การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
หรือการบริหารการเงินการคลังของประเทศ เป็นต้น
(วุฒิพงษ์
เพรียบจริยวัฒน์ "ชำแหละ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย
หน้า 227 )
2.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้าย
ผู้เขียนเริ่มต้นย่อหน้าด้วยประโยคขยายความ
จากนั้นจึงเขียนประโยคใจความสำคัญปิดท้าย ย่อหน้าแบบนี้จะช่วยให้ผู้อ่านขมวดปมความคิดของสิ่งที่ได้อ่านมาทั้งหมดในย่อหน้านั้นได้ชัดเจนขึ้น
ผู้เขียนที่ใช้ย่อหน้าแบบนี้ต้องระลึกอยู่เสมอว่าทุกประโยคที่ขยายความนั้นสนุบสนุนประเด็นความคิดสำคัญที่ต้องการนำเสนอ
ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้าย
แม้การเขียนรูปภาพจิตรกรรมแบบประเพณีนิยมอย่างไทยดำเนินการไปตามเรื่องราวทางศาสนาเป็นสำคัญ
และเป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลายว่าเรื่องราวต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาที่จิตรกรรมหรือศิลปินนำมาเป็นแนวคิดในการเขียนรูปภาพนั้นเป็นเรื่องราวที่ปรากฏในอดีตกาลในประเทศอินเดีย
หรือเรื่องชาดกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความคิดของปัญญาชนชาวอินเดีย ดังนั้นบุคลิกภาพและพฤติกรรมของคน
สถานที่ สิ่งแวดล้อม
และบรรยากาศที่คุมกันขึ้นเป็นเรื่องต่าง ๆ ก็ย่อมจะได้รับอิทธิพลจากสังคมและสิ่งแวดล้อมในถิ่นอินเดียเป็นปัจจัยสำคัญในการปรุงแต่งเรื่องราวที่ปัญญาชนชาวอินเดียนิพนธ์ขึ้นโดยแท้
แต่กระนั้นก็ตาม ท่านที่มีประสบการณ์จากการดูรูปภาพจิตรกรรมแบบประเพณีนิยมอย่างไทยที่นายช่างจิตรกรรมหรือศิลปินไทยเขียนขึ้นโดยอาศัยเรื่องราวที่มีมาในพระพุทธศาสนา
เป็นต้นว่า พระปฐมสมโพธิกถาหรือชาดก จะสังเกตเห็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งเกี่ยวกับรูปแบบของสรรพสิ่งต่าง
ๆ ในงานจิตรกรรม คือไม่ปรากฏรูปภาพคน สถานที่ สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศในถิ่นอินเดียที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งเรื่องราวมาแต่เดิมให้เห็นได้เลย
แต่รูปภาพจิตรกรรมที่นายช่างจิตรกรรมไทยเขียนขึ้นนั้นจะทำให้ปรากฏเรื่องราวที่มีมาในพระพุทธศาสนาด้วยรูปภาพคน
พฤติกรรมของคน สถานที่ สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศที่มีอยู่ในถิ่นฐานบ้านเมืองไทยทั้งสิ้น
ปรากฏการณ์ในรูปภาพจิตรกรรมแบบประเพณีนิยมอย่างไทยเช่นกล่าวนี้เป็นลักษณะพิเศษ
ควรนับถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในงานจิตรกรรมแบบประเพณีนิยม
(จุลทัศน์
พยาฆรานนท์ ร้อยคำร้อยความ รวมประวัติและผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย
หน้า 154-155)
3.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ทั้งตอนต้นและท้าย
ย่อหน้าแบบนี้มีผู้นิยมใช้กันมากเพราะช่วยเน้นย้ำให้ผู้อ่านทราบประเด็นความคิดสำคัญของเรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประโยคที่ปรากฏในตอนต้นและท้ายย่อหน้าล้วนแสดงความคิดอย่างเดียวกันเพียงแต่ใช้คำพูดต่างกัน
ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นและท้าย
เมื่อพูดกันถึงเรื่องศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับภาพจิตรกรรม
ภาพประติมากรรม หรือการก่อสร้างที่เป็นงานทางสถาปัตยกรรมของประเทศชาติต่าง
ๆ ในย่านเอเชียด้วยกันแล้ว ประเทศไทยเรานี้ก็จัดได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นแหล่งกำเนิดศิลปกรรมสาขาต่าง
ๆ มานานไม่น้อยหน้าไปกว่าศิลปกรรมที่ปรากฏมีอยู่ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเดียวกัน
ศิลปกรรมบางอย่างบางชิ้นของไทยเรานั้นยังมีอายุเก่าแก่ย้อนหลังขึ้นไปนับนานกว่าพันปีเสียอีก
อย่างน้อยหลักฐานที่ได้รับจากการสำรวจ และการขุดค้นทางโบราณคดีเกี่ยวกับมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์จากแหล่งต่าง
ๆ ในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้พบหลักฐานแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า
ดินแดนอันเป็นที่ตั้งประเทศของเราทุกวันนี้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปกรรมมาแล้วแต่อดีตเก่าแก่ขึ้นไปถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์
โดยเฉพาะภาพเขียนสีตามหน้าผาและผนังถ้ำต่าง ๆ ซึ่งถูกค้นพบในระยะหลัง ถึงจะยังไม่สามารถกำหนดอายุอันแน่นอนหรือสันนิษฐานแน่ชัดไปได้ว่าภาพเหล่านั้นเขียนขึ้นโดยชนชาติใดก็ตาม
แต่ก็ควรจะยินดีและภูมิใจได้ว่า ดินแดนอันเป็นที่ตั้งประเทศของชนชาติไทยเรานี้
ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งศิลปกรรมอันเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ชาวโลกรู้จัก
(จุลทัศน์
พยาฆรานนท์ ร้อยคำร้อยความ รวมประวัติและผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย หน้า 119)
4.
ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลาง
ผู้เขียนเริ่มต้นย่อหน้าด้วยประโยคขยายความเพื่อนำเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการ
จากนั้นจึงเขียนประโยคที่เป็นใจความสำคัญของเรื่องนั้น หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง
ย่อหน้าแบบนี้เขียนค่อนข้างยากเนื่องจากผู้เขียนต้องมีวิธีจูงความสนใจของผู้อ่านเข้าสู่เรื่องนั้นก่อนที่จะได้พบกับประโยคใจความสำคัญ
จากนั้นจึงขยายความต่อไปจนได้รายละเอียดที่ครบถ้วน สำหรับผู้อ่านเองการค้นหาประโยคใจความสำคัญก็อาจทำได้ค่อนข้างยากเมื่อเปรียบเทียบกับย่อหน้าประเภทอื่น
ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลาง
ถ้าย้อนเข้ามามองตัวเรา
รูปกายที่บอกว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เหมือนกัน เวลาอาบน้ำขี้ไคลก็ออกมาจากเซลล์ผวิหนังที่ตายลอกหลุดออกมา
ไม่รู้ว่าวันละกี่แสนกี่ล้านตัว เซลล์เหล่านี้ก็คือดิน ขณะเดียวกันตรงที่ตายไปก็มีตัวใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนในจำนวนเท่า
ๆ กัน การที่เราคงสภาพเป็นเราอยู่ได้ ไม่โตขึ้นและก็ไม่เล็กลง เพราะเราอยู่ในสภาพสมดุลของการเปลี่ยนแปร
สิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ตายไปมีปริมาณเท่ากัน อันนี้เป็นสามัญลักษณะของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
แต่เราไม่เคยมองมันตามที่เป็นจริง เราไปยึดในเงาสะท้อนจึงเหมาเอาว่าเรากำลังแข็งแรงยังห่างไกลจากความตาย
แต่แท้จริงบนความมีชีวิตแข็งแรงที่แลเหมือนกันกับว่าเราเป็นตัวเราสืบเนื่องกันตลอดเวลานั้น
มันมีความเกิดและความตายกระพริบทดแทนกันอยู่ทุก ๆ เสี้ยววินาที เร็วแสนเร็ว
จนยากแก่การรู้สึกและเห็นทัน
(พญ.
อมรา มลิลา อย่างไรคือภาวนา หน้า 16-17 อ้างใน วัลยา ช้างขวัญยืน)
5.
ย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ
ย่อหน้าประเภทนี้มีแต่ประเด็นความคิดสำคัญแต่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ
ทุกประโยคในย่อหน้านั้นจะแสดงรายละเอียดเพื่อสนับสนุนประเด็นความคิดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ
ผู้อ่านต้องสรุปประเด็นสำคัญเองหลังจากที่อ่านจบแล้ว ย่อหน้าประเภทนี้พบเป็นจำนวนมากในงานเขียนประเภทต่าง
ๆ
ตัวอย่างย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ
วัฒนธรรมครอบงำมาพร้อมกับความสัมพันธ์แนวดิ่งหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
ซึ่งเรียกร้องความเคารพเชื่อฟัง ทำตามโดยไม่ต้องถามเหตุผล ไม่ต้องการให้ถกเถียงโต้แย้ง
ไม่ต้องการความคิดแหวกแนว การเรียนรู้แบบเกิดปัญญาแตกฉานและการวิจัยต้องการบรรยากาศของความสัมพันธ์แนวราบ
ความเสมอภาคทางความคิด ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ส่งเสริมการถกเถียงโต้แย้ง
เห็นคุณค่าของการถกเถียงโต้แย้งต่อการกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการ
"เสริมพลัง" (synergy) ซึ่งกันและกัน และทำให้ความคิดไม่ "ติดกรอบ"
(ศาสตราจารย์
น.พ. วิจารณ์ พานิช "การศึกษากับการวิจัย" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย
หน้า 139)
ประเด็นความคิดสำคัญของข้อความในย่อหน้าข้างต้นนี้คือ
"ความสัมพันธ์แนวดิ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการวิจัย"

ย่อหน้าที่ดีควรมีลักษณะต่อไปนี้
1.
มีเอกภาพ
เอกภาพคือความเป็นหนึ่งในเรื่องของประเด็นความคิด
กล่าวคือใน 1 ย่อหน้าจะมีเพียง 1 ความคิดสำคัญเท่านั้น ทุกประโยคที่นำมาแสดงรายละเอียดต้องสนับสนุนหรืออธิบายประเด็นหลักของย่อหน้านั้น
หากมีประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ย่อหน้านั้นก็จะขาดความเป็นเอกภาพ
2.
มีสัมพันธภาพ
สัมพันธภาพของย่อหน้าหมายถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างความคิดหลักกับความคิดปลีกย่อย
ผู้อ่านจะสามารถติดตามความคิดของผู้เขียนได้ง่ายและชัดเจนขึ้นหากผู้เขียนใช้คำเชื่อมได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม ทั้งยังมีวิธีเรียบเรียงและการเสนอความคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล และทุกประเด็นมีความเกี่ยวเนื่องกันไปโดยลำดับ
นอกจากสัมพันธภาพในแต่ละย่อหน้าแล้ว ข้อเขียนแต่ละเรื่องยังต้องมีสัมพันธภาพระหว่างย่อหน้าด้วย
3.
มีสารัตถภาพ
สารัตถภาพคือการเน้นย้ำในส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ
ซึ่งอาจทำได้โดยการให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการเน้นมากกว่าประเด็นอื่น
เช่น ยกตัวอย่างประกอบ กล่าวด้วยถ้อยคำที่มีความหมายอย่างเดียวกันแต่ใช้ข้อความต่างกัน
และอธิบายขยายความอย่างละเอียด เป็นต้น การเน้นประเด็นใดประเด็นหนึ่งนี้อาจทำได้อีกวิธีหนึ่งคือการวางประโยคใจความสำคัญไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้เด่นชัด
ซึ่ง ได้แก่ในตอนต้นและตอนท้ายของย่อหน้านั่นเอง
หนังสืออ้างอิง ![]()
จุลทัศน์ พยาฆรานนท์. ร้อยคำร้อยความ
รวมประวัติและผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2543.
ชัยอนันต์ สมุทวาณิช "การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้" ใน ปฏิวิติการศึกษาไทยกรุงเทพ
ฯ : โครงการวิถีทรรศน์, 2542.
ประสิทธิ์ กาพย์กลอน. ภาษากับความคิด.
พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2532.
ปรีชา ช้างขวัญยืน. ภาษาไทยธุรกิจระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพ ฯ : สร้างสรรค์ - วิชาการ, 2536.
-------------. วิพากษ์การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
เปลื้อง ณ นคร. "การใช้ภาษาวิชาการ" ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย ๖ (การเขียนสำหรับครู) หน่วยที่ ๑-๘. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2529.
อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล. ภาษาไทยนอกจอ. กรุงเทพ ฯ : นานมีบุ๊คส์, 2542.
มัณฑนา เกียรติพงษ์ และคนอื่น ๆ "การเขียนรายงาน" ใน การใช้ภาษา. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มิตรนราการพิมพ์, 2529.
วัลยา ช้างขวัญยืน "ลักษณะภาษาเขียน" ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การอ่านภาษาไทย หน่วยที่ 1-7. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2537.
วิจารณ์ พานิช. "การศึกษากับการวิจัย" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย กรุงเทพ ฯ : โครงการวิถีทรรศน์, 2542.
วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์. "ชำแหละ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย กรุงเทพ ฯ : โครงการวิถีทรรศน์, 2542.
สรรเสริญ สุวรรณประเทศ และกัมพล คุณาบุตร. ไขศัพท์จากข่าว. กรุงเทพ ฯ : นำอักษรการพิมพ์ , 2539.
อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. ภาษาในสังคมไทย ความหลากหลาย การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2542.