หน้าแรก  |    โครงการ TNN   

การใช้ภาษาในงานทางวิชาการควรใช้ภาษาเขียนหรือภาษาทางการที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ กระชับ สื่อความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมา มีการเรียบเรียงความคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ผู้อ่านในสาขาวิชานั้น ๆ และผู้อ่านทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย หากจำเป็นต้องใช้ศัพท์เฉพาะสาขาหรือศัพท์เทคนิคต้องใช้ให้เหมาะสม ดังที่เปลื้อง ณ นคร (2529) กล่าวว่าภาษาวิชาการจะมีศัพท์เทคนิคที่เป็นภาษาเฉพาะสำหรับวิชาการนั้น ๆ ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องจึงจะถือว่าใช้ภาษาเขียนได้ถูกระดับภาษา ภาษาเทคนิคไม่อาจเข้าใจกันทั่ว ๆ ไปได้ ดังนั้นใน การเขียนเรื่องที่จะให้บุคคลทั่วไปอ่านก็ควรใช้คำเทคนิคให้น้อยที่สุดถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรอธิบายคำนั้นเสียก่อน

ภาษาเขียนนั้นเราต้องการเฉพาะเนื้อหา ไม่สนใจบุคลิกลักษณะของผู้พูด ภาษาเขียนตัดเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกออกไปจึงมีความเป็นกลางมากกว่าภาษาพูด ภาษาพูดเป็นการสื่อสารเฉพาะขณะที่พูด แต่ภาษาเขียนเป็นสื่อที่ใช้เฉพาะขณะที่เขียนหรือใช้สื่อสารในระยะยาวก็ได้ ภาษาเขียนนั้นมักจะเผยแพร่ไปในขอบเขตที่กว้างกว่าภาษาพูด คือแพร่ไปสู่คนหลายกลุ่ม การเขียนให้คนทั่วไปอ่านต้องอธิบายคำศัพท์ที่คนทั่วไปทุกกลุ่มเข้าใจได้ ภาษาเขียนจึงไม่นิยมคำย่อ คำตัด ถ้าจะใช้ศัพท์เฉพาะก็ต้องอธิบายให้ผู้ที่ไม่รู้ความหมายเข้าใจ (ปรีชา ช้างขวัญยืน , 2540)

ภาษาที่ใช้ในการเขียนงานวิชาการต้องมีความชัดเจน เป็นกลาง ไม่ใช้ความรู้สึกเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ดังที่ประสิทธิ์ กาพย์กลอน (2532) เรียกการใช้ภาษาที่ใช้ในการเขียนรายงาน บรรยายลักษณะของสิ่งของ บุคคล เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ซึ่งชัดเจน จำเพาะเจาะจง และแม่นตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ว่า "ภาษาบอกข้อเท็จจริง"และได้สรุปลักษณะของภาษาบอกข้อเท็จจริงว่ามีลักษณะการใช้ถ้อยคำที่เป็นมีความหมายเป็นกลาง (Neutral words) เป็นถ้อยคำที่ไม่กระตุ้นความรู้สึกของผู้อ่าน หรือแสดงความรู้สึกและความเชื่อใด ๆของผู้เขียนออกมา ทั้งยังสามารถพิสูจน์หรือทดสอบได้ว่าเป็นจริงเสมอ

การเขียนรายงานต้องใช้ภาษาที่เป็นกลางที่สุด ไม่เป็นไปในทำนองชักจูงโดยใช้อารมณ์หรือความรู้สึกของเราเขียนลงไป เพียงแต่บรรยายไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ว่าอะไรเป็นอะไร ภาษารายงานจึงต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (มัณฑนา เกียรติพงษ์ และคนอื่น ๆ , 2529 )

 

  • ภาษาต้องเป็นข้อเท็จจริงพิสูจน์ยืนยันได้ ภาษาที่ใช้รายงานไม่นิยมใช้ภาษาที่ตีความได้หลายทาง เช่น "ในเดือนพฤษภาคมอากาศในประเทศไทยสบายกว่าประเทศลาว" ไม่ใช่ภาษารายงานเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริง หรือ "เมื่อน้ำเย็นที่สุดมันก็จะกลายเป็นน้ำแข็ง" ควรใช้ว่า "ในเดือนพฤษภาคมอุณหภูมิในประเทศไทยต่ำกว่าประเทศลาว" และ "เมื่อน้ำมีอุณหภูมิต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็ง"

  • ภาษาต้องปราศจากข้อสันนิษฐานหรือการคาดคะเน ผู้เขียนต้องบันทึกเหตุการณ์ตามที่ปรากฏแก่ตา หากต้องการสันนิษฐานหรือคาดคะเน ต้องมีข้อมูล หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ มาใช้ในการสันนิษฐาน

  • ภาษาต้องปราศจากข้อตัดสินชี้ขาด หรือสรุปวิจารณ์ ต้องไม่ใช้ภาษาที่แสดงว่าเป็นการยกย่อง ติเตียน พอใจ ไม่พอใจ ภาษาของการเขียนรายงานต้องบรรยายไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น การตัดสินหรือสรุปวิจารณ์เป็นหน้าที่ที่ผู้อ่านจะกระทำเอง การเขียนแบบที่ผู้เขียนด่วนสรุปตัดสินอาจทำให้ความคิดของผู้อ่านหยุดชะงัก

  • ละเว้นการใช้คำที่จะทำให้ผู้อ่านเกิดอคติ อย่าเลือกใช้คำที่อาจทำให้ผู้อ่านเกิดอคติ เช่น คำว่า "ค่อย ๆ ย่อง" กับ "เดินไปอย่างเงียบ ๆ" ผู้อ่านอาจสร้างภาพและเกิดความรู้สึกต่างกัน

อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาในงานเขียนทางวิชาการแต่ละสาขาวิชาอาจมีลักษณะปลีกย่อยแตกต่างกันได้ ดังที่อมรา ประสิทธิรัฐสินธุ์ (2542) สรุปว่า ภาษาวิทยาศาสตร์ในภาษาไทยยัง ไม่มีผู้ศึกษาไว้โดยตรง แต่ในภาษาอังกฤษ Scientific English เป็นทำเนียบภาษาที่มีความสำคัญและมีผู้ศึกษาไว้มาก และกล่าวถึงลักษณะของภาษาวิทยาศาสตร์ไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  • มีความเป็นกลาง ไม่เน้นผู้กระทำ แต่เน้นกระบวนการจึงใช้ประโยคกรรมวาจก (Passive) มากกว่าปกติ
  • มีความเป็นสากลจึงใช้กริยาปัจจุบันกาลและคำนามไม่เฉพาะเจาะจง
  • เน้นวัตถุประสงค์หรือหน้าที่ของสิ่งที่กล่าวถึง จึงมีการวาง Infinitive ไว้หน้าประโยค
  • รวบรัดแต่ได้ใจความมากจึงใช้คำนามขยายคำนาม
  • ไม่เน้นความสละสลวย แต่พูดให้สั้น

  การใช้ภาษาในงานเขียนเชิงวิชาการ อาจแยกกล่าวเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
1. การใช้คำ
2. การใช้ประโยค
3. การใช้ย่อหน้า

1. การใช้คำ

1.1 ใช้คำให้ถูกต้อง
1.1.1 ถูกต้องตามความหมายของคำ

การใช้คำในภาษาเขียนนั้นผู้ใช้ต้องระมัดระวังอย่างมากจึงจะสามารถสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะการใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน คำในภาษาไทยเป็นจำนวนมากมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่ไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้เสมอไป ผู้ใช้ต้องมีความรู้ ความเข้าใจความหมายของคำนั้น ๆ เป็น อย่างดีจึงจะสามารถนำมาใช้ได้ตรงความหมาย

ตัวอย่างคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน

  • เขาถูกกักขังไว้ที่เรือนหลังเล็กหน้าหน้าวัดร้างแห่งนั้นเป็นเวลาถึงสองวัน
    เขาถูกกักกันในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กเพราะกระทำความผิดทางอาญา
  • ลูกที่ดีต้องรู้จักทดแทนบุญคุณของพ่อแม่
  • เพราะเพื่อนคนนี้ทำให้เขาเจ็บช้ำมามาก เขาจึงคิดจะตอบแทนให้สาสม
  • การแสดงเครื่องเพชรมูลค่ามหาศาลในคืนนี้มีตำรวจอารักขาอย่างแน่นหนา
    พื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสายต่าง ๆ มักมีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่าง
    หนาแน่น
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาถึงสองชั่วโมงในการเกลี้ยกล่อมคนร้ายให้ปล่อยตัวประกัน
    นักการเมืองผู้ใหญ่ทั้งสามท่านพยายามไกล่เกลี่ยให้พี่น้องทุกคนในตระกูลนี้ ยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดก
  • คำนี้ทำหน้าที่เป็นคำกริยาในประโยค
    เด็กคนนั้นมีกิริยามารยาทงดงาม
  • เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ภาพลักษณ์ของเขาดีขึ้น
    การบรรยายอย่างละเอียดที่เขาพบในตอนจบของเรื่องสั้นเรื่องนี้ช่วยให้เขาเกิดภาพพจน์ชัดเจน
1.1.2 ถูกต้องตามชนิดของคำ

การใช้คำต้องคำนึงถึงชนิดและหน้าที่ของคำในประโยคผู้เขียนต้องรู้จักเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และเพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างการใช้คำไม่ถูกต้องตามชนิดของคำ

  • เขาเป็นผู้แทนราษฎรที่ไม่เคยมีผลงานด้านการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเลย ในที่สุดประชาชนก็ต้องโดดเดี่ยวเขา

"โดดเดี่ยว" เป็นคำวิเศษณ์ แต่ผู้เขียนนำมาใช้ในตำแหน่งของคำกริยา ประโยคนี้อาจแก้ไขให้ถูกต้อง คือ "เขาเป็นผู้แทนราษฎรที่ไม่เคยมีผลงานด้านการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเลย ในที่สุดประชาชนก็ทอดทิ้งเขาให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว"

นอกจากจะต้องใช้ชนิดของคำให้ถูกต้องตามหน้าที่ของคำนั้น ๆ ในประโยคแล้วผู้เขียนยังต้องระมัดระวังใช้คำแต่ละชนิดให้ถูกต้องด้วย เช่น คำบุพบท คำสันธาน และลักษณนาม เป็นต้น

1.2 ใช้คำที่เป็นภาษาเขียน

การเขียนทำให้การบันทึกแม่นยำและถาวร ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ รวมทั้งความละเอียดถี่ถ้วนก็มีมากกว่าภาษาพูด ภาษาเขียนเป็นภาษาที่เรียบเรียงเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพราะหน้าที่ ประโยชน์ สถานการณ์ รวมทั้งความถาวร ทำให้ภาษาเขียนเป็นภาษาที่ต้องมีการร่าง การเรียบเรียง การแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า งานเขียนหลายประเภทมีผู้แก้ไขหลายคน เช่น ร่างกฎหมาย รายงานการประชุม เป็นต้น ข้อแตกต่างระหว่างภาษาเขียนกับภาษาพูดเห็นได้ง่ายในเรื่องระดับของถ้อยคำที่ใช้และรูปแบบของสื่อ (วัลยา ช้างขวัญยืน , 2534 )

ตัวอย่างภาษาพูด

  • มาถึงสมัยนี้บ้านเมืองเจริญขึ้น อะไร ๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
  • เราอดแปลกใจและสงสัยไม่ได้ว่าทำไมนักศึกษาถึงมีเสรีภาพมาก
  • แม้จะได้รับประทานอาหารกันเพียงนิดหน่อย แต่เราก็ไม่รู้สึกหิวเลย

ตัวอย่างภาษาเขียน

  • ปัจจุบันนี้บ้านเมืองเจริญขึ้น สิ่งต่าง ๆ ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
  • เราอดแปลกใจและสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดนักศึกษาจึงมีเสรีภาพมาก
  • แม้จะได้รับประทานอาหารกันเพียงเล็กน้อย แต่เราก็ไม่รู้สึกหิวเลย

การใช้คำในงานเขียนเชิงวิชาการนั้น ผู้เขียนต้องเลือกใช้คำที่เป็นภาษาทางการแทนการใช้ภาษาลำลอง ดังนั้นผู้เขียนจึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้คำนั้น ๆ พิถีพิถัน และรู้จักเลือกใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมายที่แท้จริงของคำด้วย อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล (2542: 32) ได้ยกตัวอย่างการใช้คำภาษาทางการและภาษาลำลองไว้ ดังนี้

ภาษาทางการ

  • อินเดียเป็นประเทศที่มีขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในความครอบครองมากที่สุดประเทศหนึ่ง
  • โทมาฮอร์คเป็นขีปนาวุธที่ยิงจากพื้นน้ำสู่พื้นดินที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สหรัฐอเมริกามากที่สุดในยุทธการพายุทะเลทราย

ภาษาลำลอง

  • อินเดียเป็นประเทศที่มีจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดประเทศหนึ่ง
  • โทมาฮอร์คเป็นจรวดที่ยิงจากพื้นน้ำสู่พื้นดินที่ทำชื่อเสียงให้กับสหรัฐ ฯ มากที่สุดในยุทธการพายุทะเลทรายยุทธการพายุทะเลทราย
1.3 ใช้คำสุภาพ

         การใช้คำในภาษาเขียนควรคำนึงถึงเรื่องการใช้คำสุภาพเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกที่ดีทั้งยังแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนเป็นผู้ที่มีมารยาทในการใช้ภาษาด้วย ดังตัวอย่าง

ประโยค "อาชีพที่พบเห็นโดยทั่วไปสำหรับคนตาบอดคือขายล็อตเตอรี" อาจเลือกใช้คำสุภาพและเป็นทางการ ดังนี้

         "อาชีพที่พบเห็นโดยทั่วไปสำหรับผู้พิการทางสายตาคือการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล"

1.4 ใช้คำไทย

         ปัจจุบันเรารับวิทยาการด้านต่างๆ มาจากต่างประเทศ เราจึงมีคำศัพท์ภาษาต่างประเทศใช้เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์ในภาษาอังกฤษในการเขียนภาษาไทยนั้นหากจำเป็นต้องใช้คำศัพท์ภาษาต่างประเทศ ควรเลือกใช้คำศัพท์บัญญัติที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดหากคำใดยังไม่มีการบัญญัติขึ้นใช้ อาจใช้คำที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปหรือใช้ทับศัพท์ แต่ควรวงเล็บคำภาษาอังกฤษไว้ด้วยเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตรงกัน ดังตัวอย่าง

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แทนคำ E-mail
อินเทอร์เน็ต แทนคำ Internet
การรื้อปรับระบบ แทนคำ Reengineering

หากยังไม่มีศัพท์บัญญัติใช้ การใช้ทับศัพท์ควรวงเล็บคำภาษาอังกฤษไว้ด้วย เช่น

ไซเบอร์สเปซ (Cyberspace) คือที่ซึ่งมีการใช้สื่อชนิดต่าง ๆ รวมกันเสมือนเป็นระบบอันหนึ่งอันเดียวกัน (สรรเสริญ สุวรรณประเทศ และกัมพล คุณาบุตร , 2539 : 88)

ชื่อเฉพาะขององค์การ หน่วยงาน หรือสถาบันต่างๆ  หากต้องการใช้ควรเขียนคำเต็มและวงเล็บคำย่อไว้ เช่น

  • กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ( Asia-Pacific Economic Cooperation หรือ APEC)
  • องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organization (NATO)
  • คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก ( Economic and Social Commission for Asia and the Pacific หรือ ESCAP) เป็นต้น

 

คำที่ไม่ควรใช้ในภาษาเขียน (ปรีชา ช้างขวัญยืน , 2542)

1. คำย่อและคำตัด
คำย่อที่ไม่ควรใช้คือคำย่อที่ใช้เฉพาะกลุ่ม คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบความหมาย เช่น ปวศ. อ.ส.ม.ท. น.บ. เป็นต้น ในการเขียนควรใช้คำย่อให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย หากใช้ควรเขียนคำเต็มเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ

คำตัดที่ใช้ในภาษาเขียนโดยทั่วไปมีไม่กี่คำ เช่น กรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ข้า ฯ คำตัดบางคำใช้แพร่หลายในการพูดแต่ไม่นิยมใช้ในภาษาเขียนซึ่งต้องการความแจ่มแจ้ง เช่น นิสิตจุฬา ผู้ว่า โรงเรียนนายร้อย เป็นต้น

2. คำภาษาต่างประเทศ
คำภาษาต่างประเทศถ้าใช้ในวงแคบเฉพาะในหมู่ผู้รู้ไม่กี่คนก็อาจเป็นประโยชน์

3. คำหรูหรา
คำหรูหรา ได้แก่คำที่เป็นศัพท์ซึ่งไม่ค่อยใช้กันในภาษาทั่วไปและถือกันว่าเป็นศัพท์สูงกว่าศัพท์ที่ใช้กันทั่วไป การใช้คำประเภทนี้อาจแสดงว่าผู้ใช้รู้ศัพท์มาก แต่ก็ทำให้ผู้อ่านเข้าใจยากขึ้น คำหรูหราในภาษาไทยมี 2 ประเภท คือ
1. คำที่มาจากภาษาอื่น เช่น ประจักษ์ บัญชา เ จตนารมณ์ ทัศนียภาพ เป็นต้น คำสามัญที่ใช้แทนคำเหล่านี้คือ เห็น ความมุ่งหมาย ภาพที่สวยงาม
2. ศัพท์ที่ตั้งขึ้นโดยพยายามจะให้แปลกหูแต่คนฟังต้องตีความ เช่น เรียกการพูดโจมตีว่า "การกระทำที่ไม่เป็นมิตร" เรียกผู้หญิงว่า "ดอกไม้ของชาติ" เรียกรถไฟว่า "ม้าเหล็ก" เป็นต้น

4. คำที่มีความหมายซ้ำกัน
การใช้คำที่มีความหมายซ้ำกันคือการใช้คำมากกว่าหนึ่งคำเพื่อบอกความหมายเดียว เช่น วางแผนล่วงหน้า เปิดเผยให้ทราบ เริ่มทำเป็นครั้งแรก ในประวัติเท่าที่ผ่านมา เป็นต้น

5. คำที่เป็นภาษาพูด เช่น

ภาษาพูด ภาษาเขียน
เข้าท่า เหมาะสม
เต็มกลืน แทบจะทำไม่ได้
ยังไง อย่างไร
บาทเดียวเอง เพียงบาทเดียว

6. คำโบราณ
คำโบราณมีอยู่ในหนังสือเก่า เช่น วรรณคดี หรือจารึกต่าง ๆ เป็นคำที่คนสมัยใหม่อาจไม่เข้าใจจึงควรเลือกใช้คำอื่น เช่น

คำ ตัวอย่างประโยค
ย่อม สิ่งมีชีวิตย่อมกินอาหาร
เจ้าเรือน คนส่วนมากมีโทสจริตและโมหจริตเป็นเจ้าเรือน
ลางที ลางทีคนเราก็ไม่ใช้เหตุผล
สำเหนียก พึงสำเหนียกว่าวิชาเป็นสิ่งประเสริฐ

7. คำในภาษาเฉพาะกลุ่ม
คำในภาษาเฉพาะกลุ่มเป็นภาษาปัจจุบันที่ใช้และรู้กันในหมู่คนเพียงบางกลุ่ม รวมไปถึงคำที่เป็นภาษาถิ่น ในการเขียนเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจจึงต้องใช้ภาษาราชการ

8. คำสแลง
คำสแลงเป็นคำที่จัดอยู่ในประเภทคำต่ำ ส่วนมากเป็นคำทั่ว ๆ ไปที่นำมาใช้ในความหมายเฉพาะและใช้กันชั่วระยะเวลาหนึ่ง บางคำอาจใช้กันจนติดอยู่ในภาษา เช่น คำว่า เชย เป็นต้น คำสแลงมักมีความหมายกว้างมากและแปลให้ตายตัวไม่ได้ ความหมายจึงไม่รัดกุมและเนื่องจากมักใช้กันชั่วคราวจึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นภาษาเขียน

9. คำหยาบ
คำหยาบ ได้แก่ คำที่ถือว่าต่ำกว่าภาษาพูดลงไปและเป็นคำที่ถือว่าพูดไม่ได้ ถ้าใช้พูดก็ถือว่าดูหมิ่นผู้ฟัง คำด่าก็รวมอยู่ในประเภทคำหยาบด้วย คำเหล่านี้ใช้ในภาษาเขียนไม่ได้เลย

2. การใช้ประโยค

การสร้างประโยค ต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

2.1 ความถูกต้องชัดเจน

ใช้รูปประโยคภาษาไทย ไม่ใช้รูปประโยคและสำนวนภาษาอังกฤษ ประโยคภาษาไทยโดยทั่วไปมักจะประกอบไปด้วยประธาน กริยา และกรรม บางประโยคอาจใช้กริยาหรือกรรมขึ้นต้นประโยคหากผู้พูดต้องการเน้นส่วนนั้น ๆ แต่ตามปกติแล้วประโยคภาษาไทยไม่นิยมใช้กรรมขึ้นต้นประโยค

  1. การประชุม World Economic Forum 1999 ที่สิงคโปร์ ทั้งนายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซียถูกเชิญให้เข้าร่วมประชุมด้วย
  2. สำหรับฉัน เรื่องนี้ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
  3. มันเป็นอะไรที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อน
  4. ในที่สุดปัญหาทั้งหมดก็ได้รับการแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ
  5. นักวิจัยรุ่นใหม่ควรเรียนรู้ที่จะเป็นนักวิจัยที่ยืนอยู่บนขาของตนเองได้

ประโยคข้างต้นนี้อาจเขียนให้เป็นรูปประโยคภาษาไทยได้ดังนี้

  1. นายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซียได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม World Economic Forum 1999 ที่สิงคโปร์
  2. เรื่องนี้ไม่มีความสำคัญสำหรับฉันเลย
  3. ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่อง (สิ่ง) นี้มาก่อน
  4. ในที่สุดผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ก็แก้ไขปัญหาทั้งหมดได้
  5. นักวิจัยรุ่นใหม่ควรเรียนรู้ที่จะเป็นนักวิจัยที่สามารถพึ่งตนเองได้
2.2 ความกะทัดรัด สละสลวย

การใช้ภาษาในงานวิชาการนั้นต้องกระชับ รัดกุม สื่อความหมายได้ชัดเจน ตรงประเด็นและสละสลวย คนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่าการเขียนงานวิชาการจำเป็นต้องใช้คำศัพท์สูง และผูกประโยคให้ซับซ้อนเพื่อแสดงภูมิของผู้เขียนและเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหาที่เป็นวิชาการ แท้จริงแล้วการเขียนงานวิชาการซึ่งมุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านเป็นสำคัญนั้น ผู้เขียนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้คำง่ายที่สื่อความหมายตรงไปตรงมา และผูกประโยคสั้น ๆ ไม่พูดซ้ำโดยไม่จำเป็นเพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น ส่วนความไพเราะสละสลวยของการเรียบเรียงข้อความนั้นจะช่วยเสริมให้เรื่องน่าอ่านยิ่งขึ้น

ตัวอย่างการใช้ประโยคที่ใช้คำฟุ่มเฟือย

  1. การตัดสินใจที่จะอนุญาตให้ทำเหมืองโพแทสหรือไม่จะกระทำโดยอยู่บนพื้นฐานการให้คุณค่าต่อสุขภาพประชาชนและมีทิศทางที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
  2. มีผู้คนซึ่งบริสุทธิ์จำนวนมากหลายคนเป็นข้าราชการระดับสูงต้องถูกทำลายอนาคตทางการงานและอาชีพ
  3. ข่าวเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ต้องถูกต้องเที่ยงตรง และต้องให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายในการนำเสนอข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่ายให้ปรากฏ
  4. เราจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและพวกพ้องหรือระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนกัน ส่งผลให้การตัดสินแก้ไขปัญหาเด็ดขาดเที่ยงตรงใช้ไม่ได้
    ในสังคมไทย เพราะจะเกิดสภาพการลูบหน้าปะจมูกคนโน้นทีคนนี้ที
  5. ทางออกของปัญหาทั้งในอดีตถึงปัจจุบัน แนวทางการประนีประนอมจะมีอยู่สูง

ประโยคข้างต้นอาจแก้ไขให้กะทัดรัด สละสลวยได้ดังนี้

  1. การตัดสินใจอนุญาตให้ทำเหมืองโพแทสต้องอยู่บนพื้นฐานเรื่องสุขภาพของประชาชน และมุ่งการพัฒนาที่ยั่งยืน
  2. มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงต้องถูกทำลายอนาคตในการประกอบอาชีพ
  3. ข่าวเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงซึ่งต้องถูกต้อง เที่ยงตรง และให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายในการนำเสนอข้อเท็จจริง
  4. เรามักพบเสมอว่าความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ส่งผลให้การแก้ปัญหาที่เด็ดขาดและเที่ยงตรงเป็นวิธีที่ใช้ไม่ได้ในสังคมไทยเพราะจะทำให้เกิดการลูบหน้าปะจมูก
  5. ทางออกของปัญหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีแนวทางการประนีประนอมสูง(หรือ ทางออกของปัญหาทั้งอดีตและปัจจุบันมีแนวทางการประนีประนอมสูง)
2.3 การเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง

ภาษาไทยไม่นิยมใช้เครื่องหมายวรรคตอนเมื่อจบข้อความหรือประโยคแต่การเว้นวรรคตอนเป็นเครื่องหมายที่ช่วยแบ่งประโยคหรือข้อความให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ทราบว่าข้อความหรือประโยคจบลงแล้ว การใช้วรรคตอนผิดส่งผลให้ความหมายของข้อความผิดเพี้ยนไป หรือสื่อความหมายไม่ชัดเจน การเว้นวรรคตอนจึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

ตัวอย่างประโยคที่มีการเว้นวรรคถูกต้อง ทำให้เข้าใจง่ายและชัดเจน

คนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมแสวงหาหนทางชีวิตที่มีความมั่นคง มีเกียรติ ได้ทำงานที่ตนรักและถนัด ประเทศไทยยังไม่มีระบบที่จูงใจให้เด็กที่มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดเห็นคุณค่าของการเป็นนักวิจัย รู้ว่าชีวิตนักวิจัยเหมาะสมต่อความถนัดและความสามารถของตน และมั่นใจว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ดีพอสมควร และที่สำคัญเป็นอาชีพที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมไม่ยิ่งหย่อนกว่าหมอหรือนักการเมือง (ศาสตราจารย์ น.พ. วิจารณ์ พานิช "การศึกษากับการวิจัย" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย หน้า 143)

ตัวอย่างประโยคที่เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง ทำให้การสื่อสารไม่ชัดเจน
หมายเหตุ เครื่องหมาย /// ใช้แทนการเว้นวรรคตอน

  • การศึกษากลายเป็นแหล่งผลิตปัญญาชนที่เห็นแก่ตัว///แปลกแยก///
    และโลภ///บ้าอำนาจ///และหลงเงินตรา///โลกของเขามีเพียงตัวเขาเป็นศูนย์กลาง///คน
    เหล่านี้จะเชื่อว่าการเอาชนะผู้อื่น///และการก่อสงครามคือ///หัวใจของการดำรงชีวิต
  • คนทั่วไป///จะเชื่อว่าโศกนาฏกรรมที่ก่อแก่เด็กๆที่เรียนไม่เก่งเหล่านี้///
    คือสิ่งที่ถูกต้องเพราะนี่คือการคัดสรรพันธุ์ทาง///สังคมที่ยุติธรรม

3. ย่อหน้า

3.1 ความหมายของย่อหน้า

ย่อหน้า คือการนำกลุ่มของประโยคมาร้อยเรียงอย่างสัมพันธ์กันเพื่อแสดงความคิดสำคัญเพียงความคิดเดียว ข้อความแต่ละย่อหน้าจะเป็นตัวแทนของความคิดสำคัญเพียงประการเดียวเท่านั้น หากต้องการเสนอความคิดหลายประการผู้เขียนต้องแยกกล่าวถึงความคิดเหล่านั้นเป็นประเด็น ๆ ในแต่ละย่อหน้า แล้วเรียบเรียงเนื้อหาให้สัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามลำดับ ผู้อ่านจึงจะสามารถติดตามความคิดของผู้เขียนได้ง่าย

โดยทั่วไปแล้วการแสดงความคิดสำคัญในแต่ละย่อหน้านั้น ผู้เขียนอาจแปรประเด็นความคิดสำคัญ (Main idea) เป็นประโยคใจความสำคัญ (Topic sentence) และขยายความด้วยวิธีต่าง ๆ เนื้อความในแต่ละย่อหน้าจึงประกอบไปด้วยประโยคใจความสำคัญหรือประโยคหลักและประโยคขยาย ประโยคใจความสำคัญจะช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอได้เด่นชัดขึ้น แต่บางครั้งผู้เขียนก็อาจจะเสนอความคิด (Main idea) โดยไม่มีประโยคใจความสำคัญ ผู้อ่านต้องสรุปประเด็นสำคัญของย่อหน้านั้นเอาเอง

ย่อหน้าเป็นตัวแทนของความคิดที่ผู้เขียนต้องการการนำเสนอ การใช้วิธีเขียนแบบย่อหน้าทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเนื้อเรื่องได้อย่างเป็นขั้นตอนและมีเหตุผล ผู้อ่านสามารถหยุดคิดตามได้เมื่ออ่านเนื้อหาแต่ละย่อหน้า นอกจากนี้การเขียนเนื้อหาโดยจัดแบ่งความคิดออกเป็นย่อหน้ายังช่วยให้เกิดความงามในเรื่องรูปแบบ ทั้งนี้เพราะมีที่ว่างให้หยุดพักสายตา และผู้อ่านสามารถตรวจสอบทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอได้ง่ายขึ้น ทั้งยังแสดงให้เห็นวิธีการเรียบเรียงความคิดที่เป็น ระบบระเบียบของผู้เขียนอีกด้วย

3.2 รูปแบบของย่อหน้า

ย่อหน้าแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบตามลักษณะการปรากฏของประโยคใจความสำคัญหรือประโยคหลัก ดังนี้

1. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น
2. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้าย
3. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ทั้งตอนต้นและท้าย
4. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลาง
5. ย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ

1. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น
ย่อหน้าประเภทนี้ผู้เขียนแปรประเด็นความคิดสำคัญเป็นประโยคใจความสำคัญแล้วนำไปใส่ไว้ในตอนต้นของย่อหน้า จากนั้นจึงขยายความในประโยคใจความสำคัญนั้นให้ผู้อ่านเข้าใจ โดยทุกประโยคที่นำมาขยายความจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประโยคใจความสำคัญที่อยู่ต้นย่อหน้า การเขียนย่อหน้าแบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเขียนเพราะจะไม่หลงประเด็นได้ง่าย ผู้อ่านก็สามารถติดตามความคิดของผู้เขียนได้ทันที

ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้น

ปัญหาเรื่องการศึกษาของชาตินั้นมีมากมายหลายประการก็จริงอยู่ แต่หาก จะให้ระบุว่าอะไรคือรากเหง้าของปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คงจะต้องตอบว่าการผูกขาด โดยระบบราชการ ถ้าหากจะมองว่าการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมบริการประเภทหนึ่ง จะเห็นได้ว่าการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมที่มีการผูกขาดสูงมาก กว่า 90 % ของสถาน ศึกษาทั้งหมดกว่าสามหมื่นแห่งที่มีอยู่ในประเทศเป็นของราชการ ไม่ว่าจะโดย กระทรวงศึกษาธิการหรือทบวงมหาวิทยาลัย ลำพังอำนาจผูกขาดเพียงอย่างเดียวก็เลวร้ายพออยู่แล้ว แต่นี่เป็นการผูกขาดโดยผู้ผลิตที่ถูกดูแคลนว่าไร้สมรรถนะที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยนั้นแท้จริงแล้วมิได้มาจากบุคลากรทางการศึกษาแต่มาจากความล้มเหลวของระบบราชการต่างหาก ซึ่งได้ปรากฏชัดในงานด้านอื่นของราชการด้วย เช่น การบริหารบริการสาธารณสุข การกำกับดูแลสถาบันการเงิน การบริหารกองทุนฟื้นฟูและเงินตราต่างประเทศ การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือการบริหารการเงินการคลังของประเทศ เป็นต้น
(วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ "ชำแหละ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย หน้า 227 )

2. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้าย
ผู้เขียนเริ่มต้นย่อหน้าด้วยประโยคขยายความ จากนั้นจึงเขียนประโยคใจความสำคัญปิดท้าย ย่อหน้าแบบนี้จะช่วยให้ผู้อ่านขมวดปมความคิดของสิ่งที่ได้อ่านมาทั้งหมดในย่อหน้านั้นได้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนที่ใช้ย่อหน้าแบบนี้ต้องระลึกอยู่เสมอว่าทุกประโยคที่ขยายความนั้นสนุบสนุนประเด็นความคิดสำคัญที่ต้องการนำเสนอ

ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนท้าย

แม้การเขียนรูปภาพจิตรกรรมแบบประเพณีนิยมอย่างไทยดำเนินการไปตามเรื่องราวทางศาสนาเป็นสำคัญ และเป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลายว่าเรื่องราวต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาที่จิตรกรรมหรือศิลปินนำมาเป็นแนวคิดในการเขียนรูปภาพนั้นเป็นเรื่องราวที่ปรากฏในอดีตกาลในประเทศอินเดีย หรือเรื่องชาดกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามความคิดของปัญญาชนชาวอินเดีย ดังนั้นบุคลิกภาพและพฤติกรรมของคน สถานที่ สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศที่คุมกันขึ้นเป็นเรื่องต่าง ๆ ก็ย่อมจะได้รับอิทธิพลจากสังคมและสิ่งแวดล้อมในถิ่นอินเดียเป็นปัจจัยสำคัญในการปรุงแต่งเรื่องราวที่ปัญญาชนชาวอินเดียนิพนธ์ขึ้นโดยแท้ แต่กระนั้นก็ตาม ท่านที่มีประสบการณ์จากการดูรูปภาพจิตรกรรมแบบประเพณีนิยมอย่างไทยที่นายช่างจิตรกรรมหรือศิลปินไทยเขียนขึ้นโดยอาศัยเรื่องราวที่มีมาในพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า พระปฐมสมโพธิกถาหรือชาดก จะสังเกตเห็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งเกี่ยวกับรูปแบบของสรรพสิ่งต่าง ๆ ในงานจิตรกรรม คือไม่ปรากฏรูปภาพคน สถานที่ สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศในถิ่นอินเดียที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งเรื่องราวมาแต่เดิมให้เห็นได้เลย แต่รูปภาพจิตรกรรมที่นายช่างจิตรกรรมไทยเขียนขึ้นนั้นจะทำให้ปรากฏเรื่องราวที่มีมาในพระพุทธศาสนาด้วยรูปภาพคน พฤติกรรมของคน สถานที่ สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศที่มีอยู่ในถิ่นฐานบ้านเมืองไทยทั้งสิ้น ปรากฏการณ์ในรูปภาพจิตรกรรมแบบประเพณีนิยมอย่างไทยเช่นกล่าวนี้เป็นลักษณะพิเศษ ควรนับถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในงานจิตรกรรมแบบประเพณีนิยม

(จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ ร้อยคำร้อยความ รวมประวัติและผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย หน้า 154-155)


3. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ทั้งตอนต้นและท้าย
ย่อหน้าแบบนี้มีผู้นิยมใช้กันมากเพราะช่วยเน้นย้ำให้ผู้อ่านทราบประเด็นความคิดสำคัญของเรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ประโยคที่ปรากฏในตอนต้นและท้ายย่อหน้าล้วนแสดงความคิดอย่างเดียวกันเพียงแต่ใช้คำพูดต่างกัน

ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนต้นและท้าย

เมื่อพูดกันถึงเรื่องศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับภาพจิตรกรรม ภาพประติมากรรม หรือการก่อสร้างที่เป็นงานทางสถาปัตยกรรมของประเทศชาติต่าง ๆ ในย่านเอเชียด้วยกันแล้ว ประเทศไทยเรานี้ก็จัดได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นแหล่งกำเนิดศิลปกรรมสาขาต่าง ๆ มานานไม่น้อยหน้าไปกว่าศิลปกรรมที่ปรากฏมีอยู่ในประเทศอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเดียวกัน ศิลปกรรมบางอย่างบางชิ้นของไทยเรานั้นยังมีอายุเก่าแก่ย้อนหลังขึ้นไปนับนานกว่าพันปีเสียอีก อย่างน้อยหลักฐานที่ได้รับจากการสำรวจ และการขุดค้นทางโบราณคดีเกี่ยวกับมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์จากแหล่งต่าง ๆ ในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้พบหลักฐานแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ดินแดนอันเป็นที่ตั้งประเทศของเราทุกวันนี้เป็นแหล่งกำเนิดศิลปกรรมมาแล้วแต่อดีตเก่าแก่ขึ้นไปถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะภาพเขียนสีตามหน้าผาและผนังถ้ำต่าง ๆ ซึ่งถูกค้นพบในระยะหลัง ถึงจะยังไม่สามารถกำหนดอายุอันแน่นอนหรือสันนิษฐานแน่ชัดไปได้ว่าภาพเหล่านั้นเขียนขึ้นโดยชนชาติใดก็ตาม แต่ก็ควรจะยินดีและภูมิใจได้ว่า ดินแดนอันเป็นที่ตั้งประเทศของชนชาติไทยเรานี้ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งศิลปกรรมอันเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ชาวโลกรู้จัก
(จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ ร้อยคำร้อยความ รวมประวัติและผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย หน้า 119)

4. ย่อหน้าที่มีประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลาง
ผู้เขียนเริ่มต้นย่อหน้าด้วยประโยคขยายความเพื่อนำเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการ จากนั้นจึงเขียนประโยคที่เป็นใจความสำคัญของเรื่องนั้น หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ย่อหน้าแบบนี้เขียนค่อนข้างยากเนื่องจากผู้เขียนต้องมีวิธีจูงความสนใจของผู้อ่านเข้าสู่เรื่องนั้นก่อนที่จะได้พบกับประโยคใจความสำคัญ จากนั้นจึงขยายความต่อไปจนได้รายละเอียดที่ครบถ้วน สำหรับผู้อ่านเองการค้นหาประโยคใจความสำคัญก็อาจทำได้ค่อนข้างยากเมื่อเปรียบเทียบกับย่อหน้าประเภทอื่น

ตัวอย่างย่อหน้าที่ประโยคใจความสำคัญอยู่ตอนกลาง

ถ้าย้อนเข้ามามองตัวเรา รูปกายที่บอกว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เหมือนกัน เวลาอาบน้ำขี้ไคลก็ออกมาจากเซลล์ผวิหนังที่ตายลอกหลุดออกมา ไม่รู้ว่าวันละกี่แสนกี่ล้านตัว เซลล์เหล่านี้ก็คือดิน ขณะเดียวกันตรงที่ตายไปก็มีตัวใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนในจำนวนเท่า ๆ กัน การที่เราคงสภาพเป็นเราอยู่ได้ ไม่โตขึ้นและก็ไม่เล็กลง เพราะเราอยู่ในสภาพสมดุลของการเปลี่ยนแปร สิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ตายไปมีปริมาณเท่ากัน อันนี้เป็นสามัญลักษณะของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย แต่เราไม่เคยมองมันตามที่เป็นจริง เราไปยึดในเงาสะท้อนจึงเหมาเอาว่าเรากำลังแข็งแรงยังห่างไกลจากความตาย แต่แท้จริงบนความมีชีวิตแข็งแรงที่แลเหมือนกันกับว่าเราเป็นตัวเราสืบเนื่องกันตลอดเวลานั้น มันมีความเกิดและความตายกระพริบทดแทนกันอยู่ทุก ๆ เสี้ยววินาที เร็วแสนเร็ว จนยากแก่การรู้สึกและเห็นทัน
(พญ. อมรา มลิลา อย่างไรคือภาวนา หน้า 16-17 อ้างใน วัลยา ช้างขวัญยืน)

5. ย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ
ย่อหน้าประเภทนี้มีแต่ประเด็นความคิดสำคัญแต่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ ทุกประโยคในย่อหน้านั้นจะแสดงรายละเอียดเพื่อสนับสนุนประเด็นความคิดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ ผู้อ่านต้องสรุปประเด็นสำคัญเองหลังจากที่อ่านจบแล้ว ย่อหน้าประเภทนี้พบเป็นจำนวนมากในงานเขียนประเภทต่าง ๆ

ตัวอย่างย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญ

วัฒนธรรมครอบงำมาพร้อมกับความสัมพันธ์แนวดิ่งหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่งเรียกร้องความเคารพเชื่อฟัง ทำตามโดยไม่ต้องถามเหตุผล ไม่ต้องการให้ถกเถียงโต้แย้ง ไม่ต้องการความคิดแหวกแนว การเรียนรู้แบบเกิดปัญญาแตกฉานและการวิจัยต้องการบรรยากาศของความสัมพันธ์แนวราบ ความเสมอภาคทางความคิด ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ส่งเสริมการถกเถียงโต้แย้ง เห็นคุณค่าของการถกเถียงโต้แย้งต่อการกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการ "เสริมพลัง" (synergy) ซึ่งกันและกัน และทำให้ความคิดไม่ "ติดกรอบ"
(ศาสตราจารย์ น.พ. วิจารณ์ พานิช "การศึกษากับการวิจัย" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย หน้า 139)

ประเด็นความคิดสำคัญของข้อความในย่อหน้าข้างต้นนี้คือ "ความสัมพันธ์แนวดิ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการวิจัย"

3.3 ลักษณะของย่อหน้าที่ดี

ย่อหน้าที่ดีควรมีลักษณะต่อไปนี้

1. มีเอกภาพ
เอกภาพคือความเป็นหนึ่งในเรื่องของประเด็นความคิด กล่าวคือใน 1 ย่อหน้าจะมีเพียง 1 ความคิดสำคัญเท่านั้น ทุกประโยคที่นำมาแสดงรายละเอียดต้องสนับสนุนหรืออธิบายประเด็นหลักของย่อหน้านั้น หากมีประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ย่อหน้านั้นก็จะขาดความเป็นเอกภาพ

2. มีสัมพันธภาพ
สัมพันธภาพของย่อหน้าหมายถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างความคิดหลักกับความคิดปลีกย่อย ผู้อ่านจะสามารถติดตามความคิดของผู้เขียนได้ง่ายและชัดเจนขึ้นหากผู้เขียนใช้คำเชื่อมได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ทั้งยังมีวิธีเรียบเรียงและการเสนอความคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล และทุกประเด็นมีความเกี่ยวเนื่องกันไปโดยลำดับ นอกจากสัมพันธภาพในแต่ละย่อหน้าแล้ว ข้อเขียนแต่ละเรื่องยังต้องมีสัมพันธภาพระหว่างย่อหน้าด้วย

3. มีสารัตถภาพ
สารัตถภาพคือการเน้นย้ำในส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งอาจทำได้โดยการให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการเน้นมากกว่าประเด็นอื่น เช่น ยกตัวอย่างประกอบ กล่าวด้วยถ้อยคำที่มีความหมายอย่างเดียวกันแต่ใช้ข้อความต่างกัน และอธิบายขยายความอย่างละเอียด เป็นต้น การเน้นประเด็นใดประเด็นหนึ่งนี้อาจทำได้อีกวิธีหนึ่งคือการวางประโยคใจความสำคัญไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้เด่นชัด ซึ่ง ได้แก่ในตอนต้นและตอนท้ายของย่อหน้านั่นเอง


   แบบฝึกหัดการใช้ภาษาในงานเขียนเชิงวิชาการ

หนังสืออ้างอิง  

จุลทัศน์ พยาฆรานนท์. ร้อยคำร้อยความ รวมประวัติและผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543.

ชัยอนันต์ สมุทวาณิช "การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้" ใน ปฏิวิติการศึกษาไทยกรุงเทพ ฯ : โครงการวิถีทรรศน์, 2542.

ประสิทธิ์ กาพย์กลอน. ภาษากับความคิด. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2532.

ปรีชา ช้างขวัญยืน. ภาษาไทยธุรกิจระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพ ฯ : สร้างสรรค์ - วิชาการ, 2536.

-------------. วิพากษ์การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพ ฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.

เปลื้อง ณ นคร. "การใช้ภาษาวิชาการ" ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ภาษาไทย ๖ (การเขียนสำหรับครู) หน่วยที่ ๑-๘. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2529.

อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล. ภาษาไทยนอกจอ. กรุงเทพ ฯ : นานมีบุ๊คส์, 2542.

มัณฑนา เกียรติพงษ์ และคนอื่น ๆ "การเขียนรายงาน" ใน การใช้ภาษา. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มิตรนราการพิมพ์, 2529.

วัลยา ช้างขวัญยืน "ลักษณะภาษาเขียน" ใน เอกสารการสอนชุดวิชา การอ่านภาษาไทย หน่วยที่ 1-7. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2537.

วิจารณ์ พานิช. "การศึกษากับการวิจัย" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย กรุงเทพ ฯ : โครงการวิถีทรรศน์, 2542.

วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์. "ชำแหละ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ" ใน ปฏิวัติการศึกษาไทย กรุงเทพ ฯ : โครงการวิถีทรรศน์, 2542.

สรรเสริญ สุวรรณประเทศ และกัมพล คุณาบุตร. ไขศัพท์จากข่าว. กรุงเทพ ฯ : นำอักษรการพิมพ์ , 2539.

อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. ภาษาในสังคมไทย ความหลากหลาย การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2542.

หน้าแรก  |    โครงการ TNN      top