หน้าแรก  |    โครงการ TNN   
 
 

 การบันทึกการอ่าน Note-taking

การบันทึกการอ่านหมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการเขียน ผู้อ่านจำเป็นต้องมีทักษะการเขียนสรุปความ ถอดความ และคัดลอกข้อความสำคัญ การมีระบบการบันทึกที่ดีจะช่วยให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆจากการอ่านไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ถูกต้อง ครบถ้วน ช่วยให้การจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากการอ่านเป็นไปอย่างมีระบบ ทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจและจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ง่ายกว่าการอ่านจากตำราหรือเอกสาร การบันทึกการอ่านจึงเป็นทักษะที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนในระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้เพราะการเรียนในระดับนี้ผู้เรียนต้องค้นคว้าเอกสารประกอบการเรียนเป็นจำนวนมาก การบันทึกการอ่านช่วยให้ผู้เรียนมีสมาธิในการอ่าน ทั้งนี้เพราะต้องเลือกบันทึกเฉพาะสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการนำไปใช้ในงานของตน ดังนั้นการบันทึกจากการอ่านผู้อ่านจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องที่อ่านเป็นอย่างดี และสร้างความคิดของตนเองในขณะที่เขียนบันทึกนั้นด้วย

    การบันทึกจากการอ่านที่ดีนั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถในด้านต่อไปนี้

  1. จับใจความสำคัญของเรื่องได้
  2. ทราบว่าข้อมูลใดเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนต้องการศึกษา
  3. มีวิธีการบันทึกที่เป็นระบบ
  4. สามารถเชื่อมโยงหัวข้อสำคัญต่าง ๆ เข้าด้วยกัน นำข้อมูลเหล่านั้นไปเขียนเป็นแผนภูมิ (diagrams) concept maps หรือ mind maps ให้เข้าใจได้ง่าย
  5. เขียนบันทึกด้วยถ้อยคำของตนเอง
  6. บันทึกแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น ๆได้อย่างชัดเจน

 กลวิธีในการบันทึกการอ่าน

1. รู้จักเลือกและมีวิธีการบันทึกที่เป็นระบบ


คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการ อ่านอยู่เสมอว่าเราต้องการอะไรจากการอ่าน ก่อนที่จะลงมือบันทึกต้องสำรวจข้อเขียนนั้นอย่างคร่าว ๆ เสียก่อน ศึกษาข้อเขียนนั้น ๆ โดยภาพรวม พิจารณาว่าอะไรคือประเด็นความคิดสำคัญของเรื่อง เลือกอ่านและบันทึกเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เราต้องการศึกษาเท่านั้น แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นในเรื่องที่อ่านออกจากกัน และแยกระหว่างข้อคิดเห็นของเรากับสิ่งที่ได้จากการอ่าน พร้อมทั้งระบุแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจนทุกครั้ง

ในการบันทึกเราควรนำหัวข้อสำคัญ ๆ จากการอ่านมาวางเป็นเค้าโครงของเรื่องนั้นโดยที่เค้าโครงนี้มีโครงสร้างเช่นเดียวกับข้อเขียนที่เราอ่าน แต่ละหัวข้ออาจใช้ตัวเลข หรือตัวอักษรในการเรียงลำดับ และการจัดหมวดหมู่ของหัวข้อย่อยต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย นอกจากนี้การบันทึกที่เป็นลักษณะของโครงเรื่อง (Outline notes) นี้ยังเป็นประโยชน์หากเราต้องการเขียนสรุปความจากประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ได้จากการอ่านด้วยการใช้ภาษาของตัวเอง

2. ทราบวัตถุประสงค์และความสำคัญของข้อเขียนนั้น

ก่อนลงมือบันทึกเราต้องทราบวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่ของข้อเขียนนั้นว่ามีความสำคัญอย่างไร ไม่ว่าจะต้องการบันทึกข้อความในข้อเขียนนั้นเพียงบางส่วนหรือทั้งหมดก็ตาม ทั้งนี้โดยพิจารณาส่วนต่าง ๆ ดังนี้
  • พิจารณาชื่อเรื่อง บทคัดย่อ หรือบทนำ
  • อ่านข้อความในย่อหน้าแรก
  • สำรวจข้อเขียนนั้นอย่างคร่าว ๆ ดูหัวเรื่องย่อย และสังเกตวิธีการร้อยเรียงองค์ประกอบต่าง ๆ ของข้อเขียนนั้น
  • อ่านส่วนที่เป็นภาพประกอบและคาดเดาว่าผู้เขียนใช้เนื้อหาส่วนนั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
การสำรวจดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นการอ่านที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะ จะทำให้เราสามารถเลือกอ่านเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งที่เราต้องการอ่านเท่านั้น ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการอ่านได้เป็นอย่างดี

3. ทราบลักษณะการนำข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ในการเขียน

ข้อเขียนเป็น จำนวนมากนำหลักการสำคัญของเรื่องมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ในขณะที่บางเรื่องมีการเรียงลำดับเนื้อหาตามความสำคัญของเนื้อหา ในการอ่านเพื่อบันทึกข้อมูลนั้นผู้อ่านจำเป็นต้องทราบว่าผู้เขียนมีลักษณะการรวบรวมข้อมูลเข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันในลักษณะใด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถค้นหาความคิดสำคัญและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ในเรื่องได้ การเรียงลำดับเนื้อหาในการเขียนมีหลายลักษณะ เช่น
  • จากแนวคิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน
  • เรียงตามลำดับขั้นตอนหรือเหตุการณ์
  • เรียงจากความสำคัญมากไปหาความสำคัญน้อย
  • เรียงจากแนวคิดที่ไม่ซับซ้อนไปหาแนวคิดที่ซับซ้อนมากที่สุด
  • เรียงจากแนวคิดกว้าง ๆ ทั่วไปไปหาความคิดที่เฉพาะเจาะจง
  • เรียงจากส่วนที่ใหญ่ที่สุดไปหาส่วนที่เล็กที่สุด
  • เรียงจากตัวปัญหาไปสู่การแก้ปัญหานั้น
  • เรียงจากเหตุไปหาผล

4. แสดงความคิดเห็นของตนเองขณะบันทึก

ในขณะที่เราบันทึกสาระ สำคัญที่ได้จากการอ่านนั้นเราควรบันทึกข้อคิดเห็นของเราเองต่อเรื่องนั้น ๆ ด้วยเสมอ แต่ต้องแบ่งแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าข้อความส่วนใดคือส่วนที่ได้จากการอ่านและข้อความส่วนใดคือส่วนที่เป็นความคิดเห็นของเราเอง อาจใช้ปากกาคนละสี หรือแยกเขียนไว้คนละช่องก็ได้ สิ่งสำคัญก็คือต้องทราบว่าข้อความต่าง ๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งที่เราจะนำเสนอในการเขียนของเราอย่างไร และเราจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างไร

 วิธีบันทึกข้อมูลจากการอ่าน

  1. การคัดลอกข้อความโดยตรง (Directly quoting)
  2. การถอดความ (Paraphrasing)
  3. การสรุปความ (Summarizing)

1. การคัดลอกข้อความโดยตรง (Directly quoting)

การคัดลอกข้อความมาโดยตรงมักใช้ในกรณีต่อไปนี้
  • ข้อความนั้นเป็นคำกล่าวหรือข้อเสนอของบุคคลผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้นำ หรือมีความสำคัญต่อการศึกษาทางด้านนั้น ๆ
  • ข้อความนั้นยังเป็นประเด็นปัญหาที่ยังโต้แย้งกันอยู่ และเราจะนำไปใช้อ้างอิงในการแสดงความคิดเห็นหรือการพิสูจน์ของเราจึงจำเป็นต้องคงรายละเอียดของเนื้อความนั้นไว้ทั้งหมด
  • ข้อความนั้นกล่าวไว้อย่างชัดเจน ใช้ถ้อยคำภาษาไพเราะสละสลวย หากสรุปความมาอาจทำให้ความสมบูรณ์ของเนื้อความเสียไป

ตามปกติแล้วการคัดลอกข้อความมาโดยตรงทำได้ 2 แบบ ดังนี้

1. Block quotations

          คือการคัดลอกข้อความที่มีความยาวตั้งแต่ 3 บรรทัดขึ้นไปมาวางเรียงกันในที่เดียวโดยไม่มีข้อความอื่นแทรก การเขียนจะใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างจากปกติ เช่น พิมพ์ด้วยตัวเอน หรือพิมพ์ด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กกว่าปกติ เป็นต้นก่อนที่จะคัดลอกข้อความในลักษณะนี้ผู้เขียนจำเป็นต้องเกริ่นนำให้ผู้อ่านทราบด้วย เช่น กำลังจะกล่าวถึงเรื่องใด เรื่องนั้นมีความสำคัญอย่างไร เป็นต้น และหลังจากที่คัดลอกข้อความนั้นเสร็จแล้วควรตีความหรือแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับข้อความนั้นด้วย หากข้อความที่คัดลอกมามีความยาวมาก และมีเนื้อหาบางตอนที่เราไม่ต้องการกล่าวถึงหรือไม่มีความสำคัญต่อประเด็นที่เราต้องการอภิปราย ผู้เขียนก็อาจข้ามข้อความตอนนั้นไปได้โดยใช้เครื่องหมายมหัพภาค 3 จุด ( … ) และหากผู้เขียนต้องการเขียนข้อความเพิ่มเติมเขาไปในเนื้อหาที่คัดลอกมาบางตอนเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นก็ต้องนำข้อความที่เขียนเพิ่มนั้นไปไว้ในเครื่องหมายวงเล็บใหญ่ [ ] เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ทราบว่าตอนใดเป็นตอนที่ผู้เขียนนำมาแทรกเข้าไป

2. Running quotations

          คือการนำข้อความที่คัดลอกมาเขียน แทรกเข้าไปในเนื้อหาที่ผู้เขียนร้อยเรียงขึ้นอย่างกลมกลืน แต่เรายังสามารถสังเกตได้ว่าข้อความใดเป็นข้อความที่คัดลอกมาเพราะข้อความที่คัดลอกมาจะอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ ข้อความที่คัดลอกมาในลักษณะนี้ต้องไม่ยาวมากนัก และผู้เขียนต้องสามารถนำข้อความดังกล่าวมาอ้างอิงในเรื่องได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนกับเนื้อหาตอนนั้นๆ

2. การถอดความ (Paraphrasing)

          การถอดความหรือการถ่ายความ หมายถึงการนำข้อความทั้งหมดที่อ่านมาเขียนใหม่ด้วยถ้อยคำภาษาของเราเองโดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมายเดิมของข้อความนั้น การถอดความเป็นการเขียนใจความนั้นขึ้นใหม่โดยไม่มีการตีความ วิพากษ์วิจารณ์ หรือเลือกเขียนเฉพาะบางประเด็น เนื้อหาของเรื่องที่ถอดความมาจะต้องอ่านง่ายและชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เราใช้วิธีถอดความเมื่อข้อความที่อ่านนั้นมีความสำคัญสำหรับงานของเรา และเราต้องการนำทุกประเด็นในเนื้อความนั้นมาอ้างอิงหรือวิเคราะห์วิจารณ์ ตามปกติแล้วข้อความที่ถอดความมามักมีความยาวเท่ากับข้อความเดิม สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงก็คือเราสามารถจับประเด็นความคิดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่

วิธีถอดความ

  1. อ่านข้อความนั้นอย่างละเอียด ขีดเส้นใต้หรือบันทึกคำหรือข้อความสำคัญ
  2. มองหาคำอื่น ๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน
  3. มองหาวิธีอื่นในการพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น
  4. เขียนทุกประโยคเสียใหม่ด้วยการใช้คำพูดของเราเอง พยายามใช้คำและโครงสร้างของประโยคที่ง่ายขึ้นโดยไม่เปลี่ยนความหมายเดิม
  5. ทบทวนสิ่งที่เราเขียนขึ้นมาใหม่แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อเขียนเดิม ข้อความที่เราถอดความมาต้องมีความชัดเจนมากกว่าข้อความเดิม
  6. อย่าลืมระบุแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องไว้ในตอนท้ายของการถอดความนั้นด้วยโดยเฉพาะเลขหน้าของข้อความนั้น หากเราต้องการกลับไปตรวจภายหลังว่าเราถอดความได้อย่างถูกต้องหรือไม่การระบุเลขหน้าจะช่วยให้ค้นหาง่ายขึ้น

3. การสรุปความ (Summarizing)

           การสรุปความ  คือการเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง และการสนับสนุนประเด็นนั้นอย่างสั้น ๆ ด้วยถ้อยคำภาษาของเราเอง ข้อความที่สรุปมาต้องแสดงสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมดได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ดังนั้นผู้อ่านจึงต้องอ่านเนื้อหาของเรื่องนั้นอย่างเข้าใจจึงจะสามารถสรุปความได้อย่างถูกต้อง การสรุปความจะสั้นกว่าการถอดความมากเพราะเป็นการสรุปเอาเฉพาะประเด็นสำคัญเท่านั้น ในขณะที่การถอดความเป็นการนำทุกประเด็นในข้อเขียนนั้นมาเขียนใหม่เป็นประเด็น ๆ ไป แต่การสรุปความเป็นการเลือกเอาประเด็นสำคัญเท่านั้น รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ เช่น ตัวอย่าง ต้องตัดทิ้งไป ในการสรปความอาจมีการจัดเรียงลำดับประเด็นสำคัญเสียใหม่และย่อใจความทั้งหมดให้สั้นเข้า โดยทั่วไปการเขียนสรุปความก็ต้องระบุชื่อผู้แต่ง รายละเอียดเกี่ยวกับการพิมพ์ และแหล่งที่มาของเอกสารนั้นเช่นเดียวกับการถอดความ

วิธีสรุปความ

  1. บันทึกชื่อผู้แต่งและรายละเอียดเกี่ยวกับการพิมพ์ข้อเขียนนั้น
  2. อ่านข้อเขียนนั้นอย่างคร่าว ๆ พยายามจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอน ๆ และบันทึกข้อความสำคัญในหัวเรื่องรองทุกเรื่อง
  3. อ่านข้อเขียนนั้นอย่างรอบคอบ อาจอ่านหลายครั้งหากยังไม่เข้าใจ
  4. อ่านย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายอย่างละเอียด
  5. พยายามมองหาประเด็นความคิดหรือการแสดงเหตุผลในข้อเขียนนั้น
  6. ดูการขยายประเด็นของประโยคใจความสำคัญ
  7. ตั้งชื่อหรือให้หัวเรื่องข้อความที่สรุปด้วยทุกครั้ง
  8. พยายามสรุปใจความสำคัญของแต่ละตอนด้วยประโยคใจความสำคัญเพียง 1 หรือ 2 ประโยค แล้วขยายใจความนั้นด้วยภาษาของเราเอง
  9. อ่านทบทวนและเขียนใหม่หากข้อความนั้นยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์
  10. ตรวจสอบความถูกต้องของการสะกดการันต์และไวยากรณ์

ข้อคิดเกี่ยวกับการบันทึกจากการอ่าน

  • อย่าลืมพิจารณาความสำคัญและความน่าเชื่อถือของข้อเขียนและผู้เขียนด้วย ทุกครั้งที่อ่าน
  • อย่าเขียนบันทึกทันทีที่ลงมืออ่าน ควรอ่านให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อจะได้บันทึกจากความเข้าใจของเรา ไม่ใช่การคัดลอกข้อความที่อ่านมาทั้งหมด
  • กำหนดวัตถุประสงค์ของการบันทึกจากการอ่านเรื่องนั้น ๆ ให้ชัดเจน เพื่อจะได้มุ่งอ่านตามที่ต้องการเท่านั้น เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ทั่วไป อ่านเพื่อค้นหาข้อมูลบางเรื่อง หรืออ่านเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงในข้อเสนอของเรา เป็นต้น
  • อาจทำรายการของหัวข้อ (list) ที่ต้องการหาข้อมูลไว้ก่อนการอ่านเพื่อให้สืบค้นข้อมูลได้ครบถ้วน
  • บันทึกประเด็นสำคัญที่สามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงนำข้อความที่บันทึกไว้มาเขียนด้วยภาษาของเราเอง หรืออาจทำ high light ที่ข้อความสำคัญแล้วจึงเขียนสรุป
  • อย่าคัดลอกข้อความทั้งหมดที่อ่านมาโดยตรง บันทึกเฉพาะคำหรือข้อความที่สำคัญเท่านั้น
  • ในการบันทึกอาจใช้อักษรย่อและเครื่องหมายต่าง ๆ ได้เพื่อความรวดเร็วและจดจำได้ง่าย
  • พยายามปรับเนื้อหาสาระที่ได้จากการอ่านให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย อาจเขียนเป็นแผนภูมิ (diagrams) หรือ concept maps
  • ใช้กระดาษเพียงด้านเดียว อย่าบันทึกด้านหลังของกระดาษเพราะมองเห็นได้ยากหรืออาจเปิดข้ามไป และควรเว้นที่ว่างไว้สำหรับการเพิ่มเติมเนื้อหา ข้อคิดเห็น หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในภายหลังด้วย
  • จัดเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นหมวดหมู่และเป็นระบบเพื่อความสะดวกในการค้นหา
  • การบันทึกความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้มองห็นประเด็นได้เด่นชัดขึ้น
  • การใช้แหล่งข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จะช่วยให้ข้อโต้แย้งหรือข้อสรุปมีมุมมองที่หลากหลาย
  • อย่าลืมจดเลขหมู่ของหนังสือ หรือชื่อ web site ไว้สำหรับการสืบค้นครั้งต่อไปหากต้องการ


เอกสารอ้างอิง :

Academic Skills Office. The University of New England. New South Wales,
         Australia. http://www.une.edu.au/dec/aso/pdf/paraph.pdf
Canterbury Christ Church University College. Guide 1: Strategies for Note-
         taking. http://www.cant.ac.uk/sssu/guides/guide1.htm
McWhorter, K. (1990). Academic Reading. US: Scott, Foresman and Company.
Online Technical Writing: Developing Reports - Note Taking.
         http://www.io.com/~hcexres/tcm1603/acchtml/twnoting.html
Plotnick, J. (2002). University College Writing Workshop, Toronto.
         http://www.utoronto.ca/ucwriting/paraphrase.html
Purdue University. "Writing a Research Paper". Online Writing Lab.
         http://owl.english.purdue.edu/workshops/hypertext/ResearchW/notes.html
University of New South Wales, Sydney, Australia. The Learning Centre.
         "Effective Reading". http://www.lc.unsw.edu.au/onlib/read.html

หน้าแรก  |    โครงการ TNN  |    top