การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน

       

                                                                                                         รศ.ประภาส  โฉลกพันธ์รัตน์    **

                         บทบาทของไส้เดือนดินจะถูกมองว่ามีประโยชน์มากกว่ามีโทษต่อมนุษย์ โดยเฉพาะไส้เดือนดินจะมีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น โดยการชอนไชทำให้ดินร่วนซุย ทำให้การระบายน้ำและอากาศไปสู่ดินได้ดีขึ้น  ไส้เดือนดินสามารถชอนไชลงใต้ดินได้ลึกกว่า 20 เมตร ซึ่งเป็นการไถพรวนทางธรรมชาติ ที่เครื่องกลทางการเกษตรไม่สามารถทำได้ และยังช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์โดยการช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารแก่ดิน นอกจากนี้ยังพบว่าไส้เดือนดินมีประโยชน์ต่อพืช  ในการช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชด้วย และยังสามารถบ่งบอกถึงการปนเปื้อนสารเคมีในดิน  ด้วยการดูจากความหนาแน่นของประชากรไส้เดือนที่มีอยู่  ปัจจุบันมีการนำ ไส้เดือนมาใช้ประโยชน์ในแง่ของการย่อยสลายขยะอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก  และใช้เป็นแหล่งโปรตีนเสริมเลี้ยงสัตว์ได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อของไส้เดือนดินจะอุดมไปด้วย กรดอะมิโนและสารอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ หลายชนิดที่เหมาะสมต่อการเจริญของสัตว์  ที่สำคัญ คือ สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาทั่วไป  ปลาสวยงาม  กบ  และเป็นเหยื่อตกปลาที่ดี

                 สำหรับการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินในที่นี้  จะเป็นการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน  เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับขุนพ่อแมพันธุ์ปลาสวยงาม  เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินที่ให้ผลผลิตในภาชนะ  หรือพื้นที่ขนาดเล็ก

.

   

ภาพที่ 1 การใช้ไส้เดือนดินเป็นอาหารปลาและกบ

                                                           ที่มา : Aqualandpetsplus.com. (2005)

1 ประวัติของไส้เดือนดิน         

                           โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะเคยชินกับการเรียกไส้เดือนดิน  ว่า "ไส้เดือน"  โดยไม่ต้องมีคำว่าดินต่อท้าย  แต่จากความก้าวหน้าทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบัน  ได้พบอาหารธรรมชาติที่สำคัญของสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น  และมีชื่อเรียกเช่นเดียวกับไส้เดือน  เช่น ไส้เดือนน้ำ (Tubifex)  และไส้เดือนทะเล (แม่เพรียง เพรียงทราย ; Clam worm, Sand worm) จึงทำให้นักวิชาการในปัจจุบันเรียกไส้เดือนที่พบตามดินทั่วไป ว่า "ไส้เดือนดิน"  

                  ไส้เดือนดินมีอยู่ทั่วไปตามดินชุ่มชื้นร่วนซุย  จะคืบคลานหากินอยู่ตามผิวดินและชอนไชไปตามซอกหลืบของเม็ดดิน  การชอนไชของไส้เดือนดินทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น  คือทำให้ดินโปร่งร่วนซุย ไม่แน่นทึบและแข็ง เกิดการถ่ายเทอากาศภายในดินดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดิน ช่วยในการอุ้มน้ำของดิน การไหลผ่านของน้ำในดินทำให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ จึงเหมาะแก่การแทงรากออกไปหาอาหารของพืช และผลจากกระบวนการกินอาหารของไส้เดือนยังช่วยพลิกกลับดินหรือนำแร่ธาตุจากใต้ดินขึ้นมาบนผิวดิน  โดยดิน ซากพืชซากสัตว์  เศษอาหาร  และอินทรียวัตถุต่าง ๆ ที่ไส้เดือนกินเข้าไป  จะถูกย่อยสลายและถูกขับถ่ายออกมาเป็นมูล (cast)  ซึ่งมีธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมากและอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ดี เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม และธาตุอาหารอื่น ๆ รวมทั้งช่วยส่งเสริมในการละลายธาตุอาหารพืช  ที่อยู่ในรูปอนินทรีย์สารที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้  ไปอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจจำพวกสัตว์ปีก  ปลา  กบ  และหมู  

                  มีตำราทางการแพทย์จากต่างประเทศรายงานผลการวิจัยออกมาว่า  ไส้เดือนดินจะมีสารเคมีบางชนิดช่วยในการรักษาโรคหัวใจ  ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น  ส่วนตามตำรายาจีนระบุว่าไส้เดือนดินเป็นอาหารที่ใช้บำรุงกำลัง  ยาบำรุงทางเพศ  และแก้โรคช้ำใน  คนจีนจะกินไส้เดือนที่ปรุงสำเร็จตามสูตรแล้วเป็นอาหารเช้าคู่กับน้ำเต้าหู้ หรือมีการนำไส้เดือนดินมาตากแห้งวางขายแก่ลูกค้าที่ต้องการนำไปเป็นยาบำรุงทางเพศ  และยาบำรุงรักษาโรคหัวใจตามตำราจีน ส่วนในไทยก็มีความเชื่อว่าเป็นยาสรรพคุณในการแก้ช้ำในได้  และในปัจจุบันพบว่าไส้เดือนดินสามารถกำจัดเศษอาหารและขยะได้  ที่สำคัญคือไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษแก่ธรรมชาติและมนุษย์เหมือนวิธีการเผา  หรือวิธีการฝังกลบที่ยังไม่มีพื้นที่รองรับอย่างเพียงพอ  นอกจากนั้นการใช้ไส้เดือนดินกำจัดเศษอาหารและขยะยังได้ปุ๋ยหมัก (Vermicompost) นำมาใช้บำรุงพืชอีกด้วย

                  จากความสำคัญของไส้เดือนดินดังกล่าว  จึงได้มีการเลี้ยงไส้เดือนดินเพื่อการค้า  สร้างรายได้ให้แก่ชีวิต ใช้ ฟื้นฟูสภาพดินที่เสื่อมโทรม เช่น ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ กำจัดเศษอาหารและขยะ

2 ลักษณะรูปร่างของไส้เดือนดิน           

                      ลักษณะทั่วไปของไส้เดือนดินมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกยาว  ด้านหัวและท้ายเรียวแหลม  ความยาวลำตัวประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร  ผนังลำตัวชั้นนอกเป็นคิวติเคิลที่ปกคลุมด้วยสารพวกโพลีแซคคาไรด์ เจลาติน และชั้นอีพิเดอร์มิส มีเซลล์ ต่อมต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำเมือก ทำให้ผิวลำตัวชุ่มชื้น  ลำตัวแบ่งเป็นปล้องชัดเจนจำนวนประมาณ 120 ปล้อง (ไส้เดือนดินในบ้านเรา)  ทางด้านหัวมีช่องปากอยู่กึ่งกลางของปล้องแรก  โดยมีติ่งเนื้อ (Prostomium) ทำหน้าที่คล้ายริมฝีปาก  แต่ละปล้องจะมีเดือยเล็กๆ  ใช้ในการเกาะกับดินเพื่อการเคลื่อนที่ และการจับคู่ผสมพันธุ์  มี Clitellum ซึ่งเกิดจากปล้องใกล้ส่วนหัว จำนวน 3 - 4 ปล้อง รวมกันเป็นปล้องเดียว  มีหน้าที่สร้างปลอกหุ้มไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว  อวัยวะที่สำคัญจะอยู่ระหว่างปล้องที่ 1 - 30    

                    สำหรับไส้เดือนดินที่พบมากในบ้านเรา  จะมี 2 ชนิด คือ พันธุ์ขี้คู้ (Pheretima posthuma )  ลำตัวสีเทา ขนาดใหญ่ยาวประมาณ 6 - 8 นิ้ว พบได้ทั่วไปในดินในสวนผลไม้ หรือในสนามหญ้า ในชั้นดินที่ค่อนข้างลึก กินเศษใบไม้ที่เน่าเปื่อย และดินบางส่วนเป็นอาหาร และ  พันธุ์ขี้ตาแร่ (Pheretima peguana มีลำตัวเป็นสีแดงออกม่วง ยาวประมาณ 2- 5 นิ้ว อาศัยอยู่ในมูลสัตว์ หรือ กองเศษซากพืชที่เน่าเปื่อย ที่มีความชื้นสูง กินมูลสัตว์ และเศษซากพืชที่เน่าเป็นอาหาร  ทั้ง 2 ชนิดมีลักษณะสำคัญอื่น ๆ ดังนี้

  • Clitellum เกิดจากการรวมตัวของปล้องที่ 14 - 16 

  • ช่องเปิดสำหรับรับสเปิร์มจากตัวอื่น จำนวน 3 คู่ อยู่ในร่องระหว่างปล้อง 6/7,  7/8 และ 8/9  ร่องละ 1 คู่ เรียก Spermathecal pore หรือ Seminal receptacle pore (เป็นช่องเปิดของถุงรับสเปิร์ม Seminal receptacle)

  • ช่องออกไข่ มี 1 ช่อง อยู่ตรงกลางของปล้องที่ 14 ทางด้านท้อง  เรียก Female pore

  • ช่องปล่อยสเปิร์ม จำนวน 1 คู่ อยู่ปล้องที่ 18 ทางด้านท้อง  เรียก Male pore

  • ตุ่มสำหรับยึดเกาะในระหว่างผสมพันธุ์ จำนวน 2 คู่ อยู่ในร่องระหว่างปล้อง  17/18 และ 18/19  ร่องละ 1 คู่ เรียก  Genita papilla หรือ Copulatory papilla 

  • ช่องเปิดของอวัยวะขับถ่าย แทบทุกปล้องทางด้านท้องมีช่องเปิดของอวัยวะขับถ่าย จำนวนปล้องละ 1 คู่  เรียก Nephridiopores

  • ช่องทวาร มี 1 ช่อง อยู่ปลายสุดของปล้องสุดท้าย

.

ภาพที่ 2 ลักษณะของไส้เดือนดิน

.

3 การจำแนกทางอนุกรมวิธาน           

                 เอกสารส่วนใหญ่ได้จัดลำดับชั้นของไส้เดือนดินไว้ดังนี้

                Phylum                 :  Annilida

                   Class                 :  Oligochaeta

                      Family             :  Lumbricidae  

                          Genus          :  Pheretima

                              Species    :  posthuma  และ  peguana  (ไส้เดือนดินที่พบมากในประเทศไทย)

.

                   ในปัจจุบันได้มีการจัดลำดับชั้นของพวกหนอนปล้อง (Phylum Annelida)  เป็นดังนี้

Phylum Annelida
Class Polychaeta Bristle worms, diverse, mainly marine worms with parapodia that have bristles (พวกแม่เพรียง  หนอนฉัตร  หนอนพัด )
Class Clitellata Subclass Oligochaeta Earthworms (ไส้เดือน)
Subclass Hirudinea Leeches (ปลิง)
Subclass Branchiobdellida Leeches (ปลิง)
Class Myzostomida Parasitic worms (พาราไซต์)
Class Echiura Spoon worms 

                  ที่มา : Fossilmuseum.net. 2011                 

.

                  ในปัจจุบันมีการจำแนกไส้เดือนดินทั่วโลกได้ 4,000 กว่าชนิด สายพันธุ์ที่นำมาใช้กำจัดขยะอินทรีย์ทางการค้ามีประมาณ 15 ชนิด  ซึ่งอาศัยอยู่ในขยะอินทรีย์และมูลสัตว์ เช่น สายพันธุ์  Eisenia hortenis, Eisenia andrei, Eisenia foetida, Eudrilus eugeniae, Lumbricus rubellus, Pheretima peguana, Pheretima posthuma, Lumbricus terrestris, Polypheretima elongate, Dendrobaena veneta, Perionyx excavatus  เป็นต้น

 .

4 การจำแนกเพศไส้เดือนดิน                     

                       ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มีต่อมเพศทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน  คือ ในตัวเดียวจะมีทั้งรังไข่และอัณฑะเจริญอยู่  แต่โดยทั่วไปจะไม่เกิดการผสมระหว่างไข่และสเปิร์มในตัวเอง  เนื่องจากตำแหน่งของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศไม่สัมพันธ์กัน และมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ไม่พร้อมกัน ไส้เดือนดินจึงต้องมีการแลกเปลี่ยนสเปิร์มซึ่งกันและกัน

  • อวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ จะมีถุงอัณฑะ (Testes) อยู่ในปล้องที่ 11 และ 12 ปล้องละ 1 คู่  จะสร้างสเปิร์มแล้วเก็บไว้ในถุงพัก เรียก Seminal vesicle (Vesicular seminalis) ซึ่งอยู่ข้าง ๆ ถุงอัณฑะ  และมีต่อมสร้างน้ำหล่อเลี้ยงสเปิร์ม เรียก Prostate gland มีลักษณะเป็นแผ่นแบนแผ่ออก อยู่บริเวณปล้องที่ 18 - 20  มีท่อนำสเปิร์ม (Vas deferens) รับสเปิร์มจากปากกรวยไปเปิดที่ช่องสืบพันธุ์เพศผู้

  • อวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย จะมีรังไข่ (Ovaries) อยู่ในปล้องที่ 13  จำนวน 1 คู่  ทำหน้าที่สร้างไข่่  รังไข่แต่ละข้างมีท่อนำไข่ (Oviduct) รับไข่จากปากกรวยไปเปิดที่ช่องสืบพันธุ์เพศเมีย   

5 การแพร่พันธุ์ของไส้เดือนดิน                 

                  ถึงแม้ไส้เดือนดินแต่ละตัวมีทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน  แต่ก็จะมีการจับคู่ผสมพันธุ์กัน  โดยปกติไส้เดือนดินจะผสมพันธุ์กันในช่วงกลางคืน  ไส้เดือนดินสองตัวมาจับคู่สลับหัวสลับหางกันโดยใช้ด้านท้องแนบติดกัน  ให้ตำแหน่งของช่องปล่อยสเปิร์ม (ปล้องที่ 18) ของตัวหนึ่ง  ตรงกับช่องรับสเปิร์มของอีกตัวหนึ่ง (ปล้องที่ 7 หรือ 8) โดยมีปุ่มสำหรับยึดเกาะในระหว่างผสมพันธุ์กับเมือกบริเวณไคลเทลลัมยึดซึ่งกันและกันไว้  แล้วแต่ละตัวจะปล่อยสเปิร์มของตัวเอง  ไปเก็บไว้ในถุงรับสเปิร์ม (Seminal receptacle) ของอีกตัวหนึ่งทีละคู่จนครบทุกคู่  แล้วไส้เดือนดินทั้งสองจะแยกออกจากกัน

                 เมื่อไส้เดือนดินที่ได้มีการรับสเปิร์มมาแล้วจะวางไข่  บริเวณ clitellum จะมีการสร้างเมือกหนาขึ้นมาแล้วเริ่มแข็งตัวคล้ายเป็นปลอก  จากนั้นไส้เดือนดินจะเริ่มขยับตัวถอยหลัง  ทำใ้ห้ปลอกเคลื่อนตัวไปทางด้านหัว  ในขณะเดียวกันจะมีการปล่อยไข่ออกมาจากช่องออกไข่ (ปล้องที่ 14) ปลอกจะรับไข่เคลื่อนไปจนถึงช่องรับสเปิร์ม (ปล้องที่ 7 หรือ 8) ก็จะได้รับการผสมจากสเปิร์มที่รับมาเก็บไว้  ปลอกจะถูกดันให้เคลื่อนต่อไปจนหลุดออกไปทางหัว  ปลายทั้งสองด้านของปลอกจะปิดแล้วแข็งตัวได้เป็นถุงไข่ (Cocoon)  รูปไข่สีน้ำตาลแกมเหลือง  ขนาดประมาณ 1 - 2 มิลิเมตร มีไข่อยู่ภายใน 3 - 5 ใบ ใช้เวลาประมาณ 4 - 8 สัปดาห์ จะฟักตัวออกมา

.

ภาพที่ 3 ลักษณะการสร้างถุงไข่ (Cocoon) ของไส้เดือนดิน

                                                     ที่มา : Ruppert and Barnes. (1994)

.

ภาพที่ 4 ลักษณะถุงไข่ (Cocoon) ของไส้เดือนดิน

                                                           ที่มา : Aqualandpetsplus.com. (2005)

.

6 การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน           

                  ปัจจุบันนี้การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินมีความก้าวหน้าอย่างมาก  โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้  จังหวัดเชียงใหม่  ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงไส้เดือนดินเพื่อกำจัดขยะอินทรีย์  ที่สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจัง  เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ได้  ลักษณะการเลี้ยงไส้เดือนดินที่ให้ผลดีทำได้ดังนี้

  • การเตรียมโรงเรือน  เป็นโรงเรือนบ่อซิเมนต์ที่มีหลังคากันฝนและพรางแสง  เนื่องจากไส้เดือนดินไม่ชอบแสงสว่าง ในบริเวณบ่อเลี้ยงควรมีตาข่ายปิดด้านบน  หรือใช้ตาข่ายกั้นบริเวณด้านข้างรอบโรงเรือนเพื่อป้องกันศัตรูของไส้เดือน

  • บ่อเลี้ยงไส้เดือน  มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวแล้วแต่ต้องการ และมีความลึกไม่เกิน 0.5 เมตร

  • บ่อเก็บน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน  ควรสร้างบริเวณด้านข้างโรงเรือนหรือด้านหลังโรงเรือน  ขนาดไม่ใหญ่มากนัก  เพื่อรับน้ำหมักจากบ่อเลี้ยงไส้เดือนดินให้ไหลไปรวมได้ง่าย  

  • การเตรียมวัสดุรองพื้นเพื่อเป็นที่อาศัยของไส้เดือนดิน  ใช้วัสดุอินทรีย์สด เป็นวัสดุรองพื้นหนาประมาณ 6 นิ้ว โดยเน้นส่วนที่เป็นผักสีเขียว และวัชพืช  หรือหากเป็นการเลี้ยงเพื่อกำจัดขยะก็จะมีการใช้ขยะสดด้วย  แล้วโรยทับด้วยปุ๋ยคอกหนาประมาณ 2 นิ้ว  โรยปูนขาวให้ทั่วผิวบน  แล้วให้ความชื้นพอเปียกชุ่มแต่ไม่ให้มีน้ำขัง ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จะพบว่าเกิดขบวนการหมัก  สังเกตได้โดยมีความร้อนที่สูงขึ้น  ทิ้งไว้อีกประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ ความร้อนที่เกิดขึ้นหมดไป  วัสดุรองพื้นที่ผ่านการหมักที่สมบูรณ์จะไดุ้มีสีเข้มจนเป็นสีน้ำตาล  มีลักษณะร่วนซุยไม่มีกลิ่นเหม็น

  • การเลี้ยง  เมื่อเตรียมวัสดุรองพื้นได้แล้ว  จึงเริ่มปล่อยไส้เดือนดินลงเลี้ยง  ควรปล่อยในอัตราไส้เดือนดิน 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 - 5 ตารางเมตร  แล้วแต่เงินทุน หรือวัตถุประสงค์ในการเลี้ยง (ถ้าเลี้ยงเพื่อกำจัดขยะของชุมชน ควรปล่อยไส้เดือนดิน 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จะช่วยกำจัดขยะสดได้เร็วมาก)  

  • การให้อาหาร  ใช้เศษผักสีเขียว และวัชพืช  โรยไปตามหน้าวัสดุรองพื้นในอัตรา 120 - 150 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน (12 - 15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว)  แต่ถ้าเป็นไส้เดือนดินสายพันธุ์ต่างประเทศจะต้องให้อาหารเป็น 2 เท่า  ใช้เวลาประมาณ 4 6 สัปดาห์  จะมีปริมาณไส้เดือนดินเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัวของจำนวนที่ปล่อย

.

ภาพที่ 5 ลักษณะของบ่อเลี้ยงไส้เดือนดิน

                                                                 ที่มา : รักบ้านเกิด.คอม. 2554          

.

ภาพที่ 6 ลักษณะการเลี้ยงไส้เดือนดินกำจัดขยะอินทรีย์ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้

                                           ที่มา : Ryt9.com. (2553)    

7 การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินเพื่อเป็นอาหารปลาสวยงาม         

                  การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินที่นำเสนอในหัวข้อนี้  เป็นการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินพันธุ์ขี้ตาแร่ (Pheretima peguana )  ที่ขุดพบในบริเวณบ้าน  ซึ่งมีความยาวลำตัวประมาณ 4 - 5 นิ้ว  นำมาเลี้ยงในดินในกะละมัง หรือถังพลาสติก  แล้วให้อาหารปลาเป็นอาหาร  เลี้ยงไว้ประมาณ 3 - 4 เดือน จะมีไส้เดือนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  โดยทั้งหมดจะมีขนาดความยาวลำตัวเพียง 2 - 3 เซนติเมตร  ซึ่งอาจเกิดจากความหนาแน่นของไส้เดือน  ที่เกิดอยู่ในภาชนะที่ใช้เลี้ยงซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก  ทำให้ไส้เดือนดินที่มีจำนวนมากไม่สามารถเติบโตจนมีขนาด 4 - 5 นิ้วได้  แต่ก็สามารถมีความสมบูรณ์เพศได้  สามารถผสมพันธุ์ทำให้เกิดลูกไส้เดือนจำนวนมากอย่างต่อเนื่องได้ตลอด

                  จากการทดลองเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินมาหลายปี  พบว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในการเลี้ยงไส้เดือนดินอย่างยิ่ง คือ การที่จะควบคุมความชื้นของวัสดุเลี้ยงให้คงอยู่  เพื่อให้ไส้เดือนส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ได้  เพราะหากลืมรดน้ำ  หรือไม่อยู่บ้านประมาณ 5 - 7 วัน  จะพบว่าดินหรือวัสดุเลี้ยงจะแห้งเกือบสนิท  ทำให้ไส้เดือนส่วนใหญ่ตายไป  จึงได้ทดลองหาทางควบคุมความชื้นในภาชนะเลี้ยง  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะรูด้านล่างหรือด้านข้างของภาชนะเลี้ยง  ก็ยังพบว่าไม่สามารถควบคุมความชื้นในการเลี้ยงไส้เดือนดินได้ดีพอ  แต่ก็พยายามดำเนินการมาเรื่อย  จนกระทั่งพบวิธีการที่คิดว่าค่อนข้างเหมาะสม  ที่ดำเนินการง่าย  และไม่ทำให้ภาชนะเลี้ยงเสียหาย  ประกอบกับทำให้เกิดไส้เดือนดินเป็นจำนวนมาก  เกิดต่อเนื่องได้ตลอด  และเป็นไส้เดือนดินขนาดเล็ก คือมีขนาดความยาวลำตัวเพียง 2 - 3 เซนติเมตร  ซึ่งเหมาะสมที่จะใช้ในการเลี้ยงปลาสวยงามขนาดเล็กได้อย่างดี  มีวิธีการ ดังนี้  

  • เตรียมภาชนะหรือบ่อเลี้ยง  มีขนาดไม่ต้องใหญ่มากนัก  อาจเป็นกะละมังหรือลังพลาสติกก็จะทำให้เคลื่อนย้ายสะดวก

  • เตรียมดินหรือวัสดุเลี้ยง  เป็นดินที่ค่อนข้างมีเนื้อเป็นดินเหนียว (ไม่ควรเป็นดินร่วนหรือดินทราย)  หรือเป็นวัสดุที่ได้จากการหมักมูลสัตว์กับเศษพืช และวัชพืชก็ได้  แต่ต้องใช้เวลาหมักจนหมดจนหมดกลิ่นและความร้อน  

  • การใส่ดินหรือวัสดุเลี้ยง  ทำได้ 2 แบบ คือ 

                    1 ปรับดินหรือวัสดุเลี้ยงให้มีความลาดเอียง (ดังภาพ)    

                    2 ใส่ขวดสำหรับสังเกตุระดับน้ำ  แล้วใส่ดินให้เกือบเสมอปากขวด (ดังภาพ)

  • การใส่น้ำเพื่อปรับความชื้น  ให้เทน้ำลงบนผิวหน้าดินส่วนใหญ่เพื่อให้น้ำค่อย ๆ ซึมผ่านลงไปในดิน  และจะสามารถสังเกตระดับน้ำที่ขังอยู่ที่พื้นก้นบ่อได้

  • การปล่อยไส้เดือนดินลงเลี้ยง  การปล่อยไส้เดือนดินลงเลี้ยงจะปล่อยไม่มากนัก คือ สามารถปล่อยประมาณ 50 - 100 ตัว ต่อตารางเมตร เช่น กะละมัง เส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร จะมีพื้นที่ใกล้ปากกะละมังเท่ากับ 0.28 ตารางเมตร [คำนวนจาก  พื้นที่วงกลม    = r     =  22/7 x 0.3 x 0.3    =  0.28 ตารางเมตร (0.3 มาจาก เส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ดังนั้น รัศมี หรือ r จึงเท่ากับ 30 เซนติเมตร แปลงให้มีหน่วยเป็นเมตร เพราะต้องการเป็นตารางเมตร จึงได้เป็น 0.3 เมตร)]  จากพื้นที่ 0.28 ตารางเมตรของกะละมัง จะปล่อยไส้เดือนดินลงเลี้ยง เท่าักับ 14 - 28 ตัว  หรือถ้าใช้ลังพลาสติก ขนาด กว้าง 39 เซนติเมตร ยาว 58 เซนติเมตร จะมีพื้นที่ใกล้ปากลังเท่ากับ 0.23 ตารางเมตร [คำนวนจาก  พื้นที่สี่เหลี่ยม เท่ากับ กว้าง x ยาว    =  .39 x .58    =  0.23  ตารางเมตร (แปลงหน่วย เซนติเมตร ใีห้เป็น เมตร)]  จากพื้นที่ 0.23 ตารางเมตรของกะละมัง จะปล่อยไส้เดือนดินลงเลี้ยง เท่าักับ 12 - 24 ตัว  [ใช้ไส้เดือนดินไม่มาก ทำให้สามารถขุดหาตามขอบสนามหญ้า หรือโคนต้นไม้ภายในบ้านได้] 

  • การให้อาหาร  จะใช้อาหารที่มีระดับโปรตีนค่อนข้างสูง  หาซื้อง่าย  และเก็บรักษาง่าย  ซึ่งอาหารดังกล่าว ได้แก่ ่อาหารปลาดุก  อาหารปลานิล  อาหารสัตว์ เช่น อาหารไก่ไข่ อาหารเป็ดไข่  อาหารที่กล่าวมานี้ปัจจุบันมีจำหน่ายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป  และสามารถซื้อปลีกตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป  ซื้อมาเพียง 1 หรือ 2 กิโลกรัม  ก็ใช้เลี้ยงไส้เดือนดินได้นานเป็นเดือน  วิธีการให้อาหาร จะใช้สามง่ามที่ใช้พรวนดินขุดเปิดหน้าดินประมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่หน้าดินทั้งหมด ลึกลงไปประมาณ 2 เซนติเมตร  แล้วใช้อาหารประมาณ 1 - 2 ช้อนโต๊ะโรยลงไป  จากนั้นจึงคุ้ยดินที่เปิดออกไปมาปิดกลบทับอาหาร (ไม่ควรใช้เสียมหรือพลั่วเล็ก เพราะ้เสียมหรือพลั่วจะตัดโดนตัวไส้เดือนดิน ทำให้ไส้เดือนดินที่เลี้ยงตายได้) แล้วรดน้ำบริเวณหน้าดินให้ชุ่ม  การเติมอาหาร  ประมาณ 2 - 3 วัน ใช้สามง่ามขุดเปิดหน้าดินบริเวณที่ให้อาหารไว้แล้ว  เพื่อดูว่าอาหารเดิมหมดหรือไม่  ถ้ายังไม่หมดก็กลบดินไปตามเดิม  ถ้าหมดก็เติมอาหารลงไปอีก  ทำเช่นนี้ซ้ำที่เดิมประมาณ 3 - 4 ครั้ง  ครั้งที่ 4 หรือ 5 เมื่อขุดเปิดหน้าดินลองดมกลิ่นดินที่ติดสามง่ามขึ้นมา  หากดินมีกลิ่นเหม็นบูดของอาหาร  ก็ควรเปลี่ยนบริเวณที่ให้อาหารใหม่  ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

  • การตรวจสอบความชุ่มชื้นของดิน  ถึงแม้จะเห็นว่ามีน้ำขังอยู่ในบริเวณที่ใช้ตรวจสอบระดับน้ำ  แต่ก็ควรตรวจสอบความชุ่มชื้นบริเวณผิวหน้าดินทุกวัน โดยใช้สามง่ามขุดผิวหน้าดินลงไปเล็กน้อย  หากดินยังคงชื้นอยู่  ก็ไม่ต้องเพิ่มน้ำ  แต่ถ้าดินเริ่มแห้งก็รดน้ำลงไปที่หน้าดินบ้าง

  • ระยะเวลาในการเลี้ยง  จากระยะเวลาเริ่มต้นการเลี้ยง  ในช่วงแรกจะใช้เวลามากหน่อย  เพื่อให้เกิดไส้เดือนดินเป็นจำนวนมาก  ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 4 - 6 เดือน ขึ้นกับจำนวนไส้เดือนดินเริ่มต้นที่ปล่อยลงเลี้ยง  และความสมบูรณ์ของตัวไส้เดือนดิน  เมื่อมีไส้เดือนดินเกิดมากพอแล้ว  จะสามารถจับไส้เดือนดินออกไปเลี้ยงปลาได้วันละประมาณ 300 - 500 ตัวเป็นอย่างน้อย

  • วิธีการจับไส้เดือนดิน  เมื่อต้องการตัวไส้เดือนดินไปใช้  ก็ขุดดินบริเวณผิวหน้าดินให้เป็นก้อนซึ่งจะเห็นว่ามีตัวไส้เดือนดินอยู่มาก  นำดินดังกล่าวไปวางในจานเล็ก ๆ  แล้วนำไปแช่น้ำในถาด หรือกะละมัง  ประมาณ 1 ชั่วโมง  ไส้เดือนดินจะหนีน้ำท่วมออกจากดินไปอยู่ในถาด หรือกะละมัง  จึงค่อย ๆ ยกจานดินไปเทคืนลงถังเลี้ยง  จากนั้นเทน้ำในถาด หรือกะละมัง ผ่านกระชอนผ้าตาถี่  ก็จะได้ไส้เดือนไว้สำหรับเลี้ยงปลา

         หมายเหตุ   1. ไม่ควรใช้เศษผักเป็นอาหาร  เพราะจะต้องใช้ในปริมาณค่อนข้างมาก  และเศษผักจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นมาก  ที่ผู้เลี้ยงไส้เดือนดินส่วนใหญ่ มีการเก็บน้ำส่วนนี้จากบ่อเลี้ยง  และเรียกน้ำที่ได้นี้ว่า "น้ำหมักมูลไส้เดือนดินบางรายก็อธิบายว่าเป็นน้ำที่ไส้เดือนดินขับถ่ายออกมา  ซึ่งที่จริงแล้วเป็นน้ำที่เกิดจากการเน่าสลายของเศษผัก วัชพืช และขยะอินทรีย์ที่ใส่ลงไปเลี้ยงไส้เดือนดิน

                  2. หลังจากเวลา 4 - 6 เดือนเมื่อเกิดไส้เดือนมากแล้ว  จะสามารถเลี้ยงไส้เดือนดินอย่างต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ โดยมีการดูแลแค่การให้อาหาร  และความชื้น  หากผู้เลี้ยงไม่อยู่หรือขาดการดูแล ไป 10 - 20 วัน  ผิวหน้าดินจะแห้ง  ไส้เดือนดินส่วนใหญ่ก็จะไม่ตาย เพราะสามารถลงไปอยู่ในดินที่มีความชื้นด้านล่างได้  เมื่อผู้เลี้ยงกลับมาให้น้ำและอาหาร  ไส้เดือนดินก็จะกลับขึ้นมาให้เก็บเกี่ยวได้ภายใน 1 - 3 วัน 

.

.

ภาพที่ 7 ลักษณะการเลี้ยงไส้เดือนดินในกะละมัง

.

ภาพที่ 8 ลักษณะการเลี้ยงไส้เดือนดินในถังพลาสติค

.

ภาพที่ 9 แสดงภาพตัดขวางลักษณะการใส่ดินในภาชนะเลี้ยงไส้เดือนดิน

.

..

ภาพที่ 10 ลักษณะการเลี้ยงไส้เดือนดินในถังพลาสติคโดยใช้ขวดสังเกตุระดับน้ำ

 หมายเหตุ  การใช้ขวดสังเกตุระดับน้ำ จะช่วยให้มีพื้นที่ผิวดินในการเลี้ยงไส้เดือนดินมากกว่า

.

ภาพที่ 11 ลักษณะระดับน้ำในขวดสังเกตุระดับน้ำ

.

ภาพที่ 12 แสดงภาพตัดขวางลักษณะการใส่ดินในภาชนะเลี้ยงไส้เดือนดินโดยใช้ขวดสังเกตุระดับน้ำ

.

ใช้ขวดพลาสติกเปล่า ความจุ 1-2 ลิตร

ตัดปากขวดด้านบนออก

เจาะช่องทางด้านท้ายขวด กว้างพอควร 1-2 แถว

ห่อปิดท้ายขวดตรงบริเวณที่เจาะด้วยผ้าไนล่อน

ภาพที่ 13 แสดงการทำขวดสังเกตุระดับน้ำก่อนใส่ลงในภาชนะเลี้ยงไส้เดือนดิน

.

ภาพที่ 14 ลักษณะผิวดินในบ่อเลี้ยงจะเห็นรู และไส้เดือนดินขนาดเล็กที่โผล่ขึ้นมา

.

ภาพที่ 15 เมื่อขุดผิวดินลงไปประมาณ 1 เซนติเมตร จะเห็นไส้เดือนดินขนาดเล็กสีขาว และสีแดง

.

ภาพที่ 16 เมื่อขุดผิวดินลงไปประมาณ 3-5 เซนติเมตร จะพบไส้เดือนดินขนาด3-6 เซนติเมตรที่มี clitellum สมบูรณ์

.

ภาพที่ 17 ลักษณะการเติมน้ำเพื่อรักษาความชื้น

.

ภาพที่ 18 หลังการเติมน้ำ 5-15 นาที ลูกไส้เดือนดินสีขาวจะขึ้นมารวมกลุ่มเพื่อหนีน้ำ

.

เปิดหน้าดินลึกลงไปประมาณ 1-2 เซนติเมตร

โรยอาหาร

เกลี่ยดินกลับลงมาปิดทับอาหาร

เติมน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และช่วยทำให้อาหารมีความนุ่ม

ภาพที่ 19 ขั้นตอนการให้อาหารในภาชนะเลี้ยงไส้เดือนดิน

.

ภาพที่ 20 แสดงความหนาแน่นของไส้เดือนดินในภาชนะเลี้ยง

.

ภาพที่ 21 แสดงความหนาแน่นของไส้เดือนดินในภาชนะเลี้ยง

 

.

                                                                                                                                                                                                                                               

                                     

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม                pracha@kku.ac.th

.

เอกสารอ้างอิง       

รักบ้านเกิด.คอม. 2554. การเลี้ยงไส้เดือนดินและการเพิ่มปริมาณผลผลิตอย่างง่าย. ออนไลน์ 2 มีนาคม 2554. เข้าถึงได้จาก 

          : http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=2069&s=tblblog

Aqualandpetsplus.com. 2005. Raise Your Own Earthworms. [online] 12 February 2011.  Available from :    

          http://aqualandpetsplus.com/Live%20Food,%20Earthworms.htm  

Fossilmuseum.net. 2011. Phylum Annelida . [online] 12 February 2011.  Available from : 

          http://www.fossilmuseum.net/Tree_of_Life/PhylumAnnelida.htm  

Ruppert E. E. and R. D. Barnes. 1994. Invertebrate Zoology. Sixth Edition. Saunders College Publishing. 

          Philadelphia . USA. 1056 pp.  

Ryt9.com. 2553. นักเรียนโรงเรียนดาราวิทยาลัย เข้าศึกษาดูงาน เรื่อง การเลี้ยงไส้เดือนดินกำจัดขยะอินทรีย์ และ

          การปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ ที่ ม.แม่โจ้. ออนไลน์ 2 มีนาคม 2554. เข้าถึงได้จาก : http://www.ryt9.com/

          s/prg/1052345

 

                                                                                                                 

                                                                                                                                          

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม                pracha@kku.ac.th

 

   

 

 

 

 1 ระวัติ

 2 ลักษณะรูปร่าง

 3 การจำแนกทาง

    อนุกรมวิธาน

  4 การจำแนกเพศ

  5 การแพร่พันธุ์

  6 การเพาะเลี้ยง

  7 การเพาะเลี้ยง

    เพื่อเป็นอาหาร

    ปลาสวยงาม  

 .

.

.

.


.

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


.

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


.

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

..


..

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


.

.

.


.

.
.

.
.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


.

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


..

..

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


.

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


.

.

.


.

.
.


.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.