ประเด็นของคำถามข้อนี้คือ เรียนไปแล้วใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ประโยชน์ของการที่ได้เรียนวิชาธรณีวิทยาโครงสร้าง กล่าวโดยสรุปมีดังต่อไปนี้

  • สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแปลความหมายสภาพธรณีวิทยาของพื้นที่ต่างๆได้ ผู้ที่เรียนธรณีวิทยาโครงสร้างด้วยความเข้าใจ ย่อมสามารถอ่านแผนที่ธรณีวิทยาหรือภาพตัดขวาง (map and cross section) ของพื้นที่ใดๆ ได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์และประเมินได้ว่าแผนที่ธรณีวิทยาหรือภาพตัดขวางนั้นมีความเหมาะสม น่าเชื่อถือหรือไม่อย่างไร สามารถอธิบายวิวัฒนาการ (evolution) ของพื้นที่นั้นๆ หรือแปลความหมาย ด้วยการอ่านแผนที่และภาพตัดขวาง ซึ่งการอ่านแผนที่ธรณีวิทยา นักธรณีวิทยาอาจใช้เวลามากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับ (ก) ความถูกต้องแม่นยำของแผนที่ (ข) ความซับซ้อนของสภาพธรณีวิทยา และ (ค) การให้ความสำคัญ (มุมมอง) ของผู้อ่านแผนที่ ว่ามีความสนใจ และต้องการนำไปประยุกต์ใช้กับงานด้านใด ดังนั้นเมื่อสามารถอ่านแผนที่ได้ ย่อมสามารถประเมินหาศักยภาพของทรัพยากรหิน-แร่ รวมทั้งการจัดการใช้พื้นที่ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความเอื้ออำนวยของธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ต้องการตัดถนน ขุดคลอง ถมทะเล สร้างเขื่อน สิ่งที่ควรคำนึงมีหลายประการ แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ สภาพภูมิประเทศหรือความสูง-ต่ำของพื้นที่มีปัจจัยของสภาพธรณีวิทยาเป็นตัวควบคุม หากเลือกใช้พื้นที่โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพธรณีวิทยา ผลกระทบตามมามักจะรุนแรงกว่าที่คิดเสมอ เช่น เลือกเส้นทางตัดถนนผ่านเทือกเขาหินแกรนิต-ฮอร์นเฟลส์-ควอร์ตไซต์ (granite-hornfels-quartzite) ย่อมใช้งบประมาณมากการเลือกเส้นทางตัดถนนผ่านเทือกเขาหินดินดานและหินทราย หรือ สร้างเขื่อนเพื่อการชลประทาน แต่ไม่ได้คำนึงว่าสภาพใต้ผิวดินของพื้นที่เขื่อน หรือพื้นที่ข้างเคียงเป็นอย่างไร หากมีเกลือหินระดับตื้นอยู่ใต้ผิวดินหรือข้างเคียง เขื่อนนั้นก็อาจกลายเป็นเขื่อนกักน้ำเค็มและใช้เพื่อการชลประทานไม่ได้ หรือ สร้างเขื่อนเพื่อการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ไม่ได้มีการประเมินว่าสร้างแล้วย่อมมีผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงมาก-น้อยอย่างไร ในที่สุดการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งก็จะเกิดไม่รู้จบสิ้น
  • สามารถทำการศึกษาธรณีวิทยาของพื้นที่ต่างๆ ได้ เพราะวิชานี้ได้บังคับไว้แล้วว่าผู้ที่เรียนต้องมีความรู้พื้นฐานวิชา หินตะกอน หินอัคนี และหินแปร (sedimentary, igneous and metamorphic rocks) และ ธรณีวิทยาทั่วไปหรือธรณีวิทยากายภาพ (general geology หรือ physical geology) มาแล้ว จากนั้นต้องนำเอาความรู้ของวิชาธรณีวิทยาโครงสร้างเข้ามาช่วย หากมีความความรู้ด้านธรณีวิทยาโครงสร้างที่ดี การทำแผนที่ธรณีวิทยาจะมีความถูกต้อง รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการทำแผนที่ธรณีวิทยา ย่อมใช้เวลาน้อยกว่าผู้ที่ขาดความรู้ในด้านธรณีวิทยาโครงสร้าง
  • สามารถคิด วิเคราะห์ และจิตนาการรูปร่างของสภาพธรณีวิทยาโครงสร้างในรูป 3 มิติ และสามารถบ่งบอกสภาพธรณีวิทยาใต้ผิวดินด้วยการอ่านจากข้อมูลที่ปรากฏของหินโผล่ที่ผิวดิน ( outcrop) หินตัวอย่าง (rock specimen) หรือจากแผนที่ธรณีวิทยา

ตัวอย่างจากประสบการณ์การทำงานด้านธรณีวิทยาของของผู้เขียน เช่น

  • ผู้เขียนปฏิเสธการตรวจรับข้อมูลของหลุมเจาะเก็บตัวอย่างหิน ที่มีการจ้างให้เจาะแบบตาราง (grid) ในบางหลุม เนื่องจากมีเหตุผลว่า ข้อมูลของหลุมนั้นไม่ใช่ตำแหน่งที่ระบุ ซึ่งอาจเกิดจากความบทพร่องของช่างเจาะด้วยการลงเลขที่หลุมผิด หรือเหตุผลประการอื่นๆ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อกับหลุมข้างเคียงได้ ธรณีวิทยาของการตกตะกอนและธรณวิทยาโครงสร้าง ไม่สอดคล้องกับหลุมเจาะ เป็นต้น หมายเหตุ : เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้น การสำรวจเพื่อประเมินหาปริมาณสำรองของแหล่งแร่ในประเทศไทยยังไม่นิยมนำเอาการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์เข้ามาช่วยสำรวจ อาศัยการเจาะหลุมสำรวจ และหาความสัมพันธ์ทางธรณีวิทยา (geologic correlation) ซึ่งหากนักธรณีวิทยาเป็นผู้ลงมือเจาะสำรวจ หรือควบคุมการสำรวจ ย่อมไม่เกิดปัญหามากนัก แต่หากมีการว่าจ้างเจาะสำรวจ และต้องทำการตรวจรับงาน บางครั้งความผิดพลาดจากการสลับตำแหน่งของช่างเจาะ หรือเหตุผลประการอื่นๆ อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลให้การแปลความหมายผิดตามไปด้วย
  • ผู้เขียนแปลความสภาพธรณีวิทยาโครงสร้างใต้ผิวดินด้วนคลื่นสั่นสะเทือนแบบ 2 มิติ และพบว่าตำแหน่งของแนวสำรวจบางแนวผิด ซึ่งการผิดตำแหน่งถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ( serious ) มาก ทำให้แผนที่ธรณีวิทยาที่สร้างขึ้นผิดตามไปด้วย และเมื่อเจาะหลุมสำรวจ ตำแหน่งของหลุมก็จะผิดตามไปด้วย ความผิดพลาดนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เขียนอาศัยการสังเกตจากโครงสร้างที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่เคยแปลความในพื้นที่นั้น ก่อนที่ผู้เขียนจะทำการแปลความหมาย มีความเห็นว่าเป็นรอยเลื่อน ซึ่งก็อาจจะเป็นได้ แต่เนื่องจากธรณีวิทยาของพื้นที่ใกล้เคียง ไม่มีหลักฐานบ่งบอกทิศทางของแรงที่กระทำให้เกิดรอยเลื่อนเหล่านั้นได้ ทำให้ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่า ข้อสงสัยของผู้เขียนไม่ผิด และขอให้ทำการตรวจสอบอีกครั้งเป็นต้น หากผู้เขียนไม่ได้วิเคราะห์เกี่ยวทิศทางของแรง (dynamic analysis) ที่ทำให้เกิดรอยเลื่อนในพื้นที่ แน่นอนว่า ผู้เขียนย่อมไม่พบความผิดพลาดนี้ เช่นกัน