ประเทศในกลุ่มเอเชียนั้น ประกอบด้วยประเทศต่างๆมากมาย การเข้ามาของวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกเข้าสู่เอเชียนั้นก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ วัฒนธรรมดนตรีที่เปลี่ยนไปยึดเอาดนตรีตะวันตกเป็นของตนเองนั้น จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือฟิลิปปินส์ ทั้งนี้เพราะหมู่เกาะกลุ่มนี้ได้ตกเป็นของสเปนถึงร้อยปี แล้วต่อด้วยสหรัฐอเมริกาอีกราวหนึ่งร้อยปีนั้น ทำให้ดนตรีแท้ ๆ ของฟิลิปปินส์เกือบจะละลายหายไปทั้งหมด คงเหลือแต่ส่วนที่อยู่ตามหมู่เกาะและบนภูเขาที่ห่างไกลบ้าง ดนตรีในฟิลิปปินส์ปัจจุบันจึงมีรูปแบบเป็นดนตรี  ตะวันตกมาก ได้อิทธิพลจากสเปนคือดนตรีศาสนานิกายโรมันคาทอลิกอย่างหนึ่ง และดนตรีลีลาแบบสเปนที่เรียกว่า “โรดันย่า” (RONDALLA) อีกอย่างหนึ่งฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่ามีนักดนตรีฝีมือดีมากมาย แต่จะเก่งเฉพาะดนตรีตะวันตก คือตั้งแต่แจ๊สไปจนถึงคลาสสิก คนที่จะรู้ดนตรีดั้งเดิมนั้นมีน้อยเต็มที

 

*หน้าหลัก*
บ้านดนตรีไทย-เอเชีย


 

 

 

 



ดนตรีอินเดีย

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ และมีวัฒนธรรมสูงส่งทั้งในด้านวรรณคดี ศิลปปรัชญา รวมทั้งดนตรี ดนตรีที่เป็นคลาสสิก ได้รับความสนใจจากชาวตะวันตกมากโดยมีผู้สนใจฟังการแสดงและศึกษาการบรรเลงอย่างจริงจังทั้งจากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น

ในสมัยอารยัน (1500-250 ก่อนคริสต์ศักราช) อารยธรรมและความรู้ต่าง ๆ ของชาว   อารยันได้สืบทอดมายังชนรุ่นหลังโดยอาศัยการบอกเล่าที่มีปรากฏบันทึกลงในหนังสือนั้นมีอาย  ระหว่าง 1500-500 ก่อนคริสต์ศักราช โดยพระวยาสฤาษีได้เขียนไว้ในเล่มที่เรียกว่าคัมภีร์พระเวท ซึ่งประกอบด้วย

ฤคเวท    เป็นเวทที่เป็นร้อยกรองเนื้อหาเกี่ยวกับเทพเจ้าต่าง ๆ

                ยชุรเวท เป็นเวทที่ประพันธ์เป็นร้อยแก้วมีเนื้อหาที่กล่าวถึงการบูชาและวิธีบูชาเทพเจ้า

สามเวท   เป็นบทร้อยกรองที่ใช้สำหรับสวดเป็นทำนองเพื่อสรรเสริญพระเจ้า

                 อาถรรพเวท  เป็นเวทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเคล็ดลับที่จะนำมาช่วยในกิจการบางอย่างให้
                                      
เจริญหรือเสื่อม

การดนตรีในอินเดียเริ่มมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในประมาณศตวรรษที่ 16 โดย

แบ่งเป็นส่วนเหนือและใต้ ดนตรีทางเหนือเรียก “ฮินดูสถานสังคีต” (Hindustani Music) ซึ่งเป็น ดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากพวกมุสลิมและดนตรีทางใต้เรียก “การะนาตักสังคีต” (Karnatic Music) เป็นดนตรีของฮินดูแท้และเก่าแก่

เครื่องดนตรีอินเดีย

 

ในนาฎยศาสตร์ท่านภรตะมุนีได้แบ่งเครื่องดนตรีออกเป็น 4 หมวดหมู่   คือ
 

1. ตะตะ (TA TA)
           
หมายถึง เครื่องดนตรีที่ผลิตเสียงโดยอาศัยสายเป็นสำคัญซึ่งอาจจะทำได้ใน
หลายลักษณะ เช่น โดยใช้ไม้ดีด ใช้นิ้ว ตลอดทั้งใช้วิธีสี โดยอาศัยคันชัก เครื่องดนตรีเหล่านี้จัดเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลตะตะทั้งสิ้น ชาวอินเดียบางท่านเรียกเครื่องดนตรีในกลุ่มนี้ว่า “ตันตริ หรือ ตันตริกะ” แต่อย่างไรก็ดีคำว่า “ตะตะ” เป็นคำที่ใช้กันในวงกว้าง เครื่องดนตรีในตระกูลนี้แบ่ง  ได้ 2 ประเภท คือ เครื่องสายประเภทไม่ใช้ทำนอง และ เครื่องสายประเภทใช้ทำนอง

 

2. สุษิระ (Susira)
              หมายถึง
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าจัดได้ว่าเป็นกลุ่มเครื่องดนตรีที่มนุษย์
คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่ยุคโบราณควบคู่มากับวิวัฒนาการของสังคมเองตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องดนตรีในตระกูลนี้ในทุกวัฒนธรรมยุคโบราณของโลก ในปัจจุบันเครื่องดนตรีในตระกูลสุษิระ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
            -    ประเภทปี่ที่มีลิ้น ได้แก่ เครื่องเป่าชนิดลิ้นคู่ เช่นเดียวกับปี่ทุกชนิดของไทย
            -    ประเภทขลุ่ย ได้แก่ เครื่องเป่าชนิดไม่มีลิ้นที่ไทยเราเรียกรวม ๆ กันว่า “ขลุ่ย”
             -   ประเภทแตร

 

3. อวนัทธะ (Avanaddha)
         
เป็นคำภาษาสันสกฤษ หมายถึง สิ่งที่ผูกรัดตรึงแล้ว หรือรัดลงแล้ว ใน
ลักษณะของการร้อยผูกในการขึงให้ตึงจากสิ่งที่นำมาปิด (Cevered) รากศัพท์เดิมว่า “นหฺ” (Nahฺ)   คือการรัด, การผูกให้แน่น ดังนั้นจึงหมายถึง กลองชนิดต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นประเภทเครื่องทำจังหวะ(Instrument of percussion) และเสียงไม่ตาย (Indefinite Pitch) หมายความว่าในหน้าหนึ่งของกลองนั้น สามารถตีให้เกิดเสียงได้หลายเสียงไม่ว่าจะเป็นการตีด้วยฝ่ามือ หรือเคาะด้วยนิ้วก็ตามหรืออาจใช้ตีด้วยไม้ก็ได้ ประเทศอินเดียมีกลองมากมายหลายชนิดแต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่ หลายในการแสดงดนตรีประเภทคลาสสิคนั้น คงมีอยู่ 3 ชนิด คือ
        - มริหังค์ (Mridanga)
เป็นชื่อกลองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นคำที่ออกเสียงตามภาษาฮินดี ใน
ช่วงสมัยพุทธกาลกลองมริหังค์มีหุ่นทำด้วยดินเหนียว มีรูปร่าง 3 แบบ คือ แบบยอดตรงกลาง, แบบทรงป่องตรงกลาง, แบบรูปทรงกรวย ซึ่งกลองมริหังค์ทั้งสามแบบนี้มีขนาดและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันไป
          - ปักขวัช (Pakhavai) 
เป็นกลองที่มีรูปทรงป่องตรงกลางคล้ายมริหังค์แต่หุ่นกลองทำ
ด้วยไม้ ใช้บรรเลงประกอบจังหวะ
         - ตับบล้า (Tubla) เป็นชุดของกลอง 2
ใบ มีขนาดใหญ่-เล็ก แตกต่างกัน ผู้บรรเลงจะ
วางกลอง 2 ใบบนพื้นตรงด้านหน้า กลองใบที่อยู่ด้านขวามือของผู้บรรเลงมีชื่อเรียกว่า “ตับบล้า” หรือคาบาน มีเสียงสูง ส่วนกลองใบที่อยู่ด้านซ้ายมือของผู้บรรเลงมีชื่อเรียกว่า “บายาน” หรือ คัคคามีเสียงต่ำบริเวณหน้ากลองตับบล้าและบายาน จะติดขี้กลองซึ่งเรียกว่า “สยาฮี” ที่ทำจากส่วน

ผสมของ ผงเหล็ก ผงถ่าน กาว และแป้งเปียก ปกติจะติดมากับกลองชนิดถาวรต่างกับหน้ากลองของไทยที่จะติดเป็นครั้ง ๆ ที่ต้องการบรรเลง ในการเทียบเสียงตับบล้าจะเทียบตรงกับเสียงโดสูงส่วนบายานเทียบตรงกับเสียงโดธรรมดา
 

4. ฆะนะ วาทยะ (Ghana Vadaya)
          
ฆะนะเป็นกลุ่มของเครื่องดนตรีที่เกิดเสียงจากการสั่น
สะเทือนของวัตถุที่เป็นแท่ง ท่อน การสั่นสะเทือนของวัตถุจนเกิดเป็นเสียงนั้นอาจจะเกิดจากการที่กระทบกันระหว่างเครื่องดนตรีด้วยกันเอง เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ หรืออาจจะเกิดจากการใช้วัตถุตีลงบนเครื่องดนตรี เช่น โหม่ง เกราะโกร่ง

 

 



บ้านดนตรีไทย-เอเชีย



ชมรมดนตรีไทย ม.ข.



ดนตรีอีสาน



ไทยคิด




ดนตรีไทยเดิม




เพลงไทย




นาฏศิลป์ไทย


 

 


 บ้านดนตรีไทย-เอเชีย : ดนตรีเอเชีย
คณะศิลปกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  อ.เมือง  จ.ขอนแก่น


webmaster : brayell@hotmail.com