|
ในนาฎยศาสตร์ท่านภรตะมุนีได้แบ่งเครื่องดนตรีออกเป็น
4 หมวดหมู่ คือ
1.
ตะตะ
(TA
TA)
หมายถึง
เครื่องดนตรีที่ผลิตเสียงโดยอาศัยสายเป็นสำคัญซึ่งอาจจะทำได้ในหลายลักษณะ เช่น โดยใช้ไม้ดีด ใช้นิ้ว
ตลอดทั้งใช้วิธีสี โดยอาศัยคันชัก
เครื่องดนตรีเหล่านี้จัดเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลตะตะทั้งสิ้น
ชาวอินเดียบางท่านเรียกเครื่องดนตรีในกลุ่มนี้ว่า
ตันตริ
หรือ ตันตริกะ
แต่อย่างไรก็ดีคำว่า ตะตะ
เป็นคำที่ใช้กันในวงกว้าง
เครื่องดนตรีในตระกูลนี้แบ่ง
ได้
2 ประเภท คือ
เครื่องสายประเภทไม่ใช้ทำนอง และ
เครื่องสายประเภทใช้ทำนอง
2.
สุษิระ
(Susira)
หมายถึง
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าจัดได้ว่าเป็นกลุ่มเครื่องดนตรีที่มนุษย์คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่ยุคโบราณควบคู่มากับวิวัฒนาการของสังคมเองตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องดนตรีในตระกูลนี้ในทุกวัฒนธรรมยุคโบราณของโลก
ในปัจจุบันเครื่องดนตรีในตระกูลสุษิระ
แบ่งออกเป็น
3 ประเภทคือ
- ประเภทปี่ที่มีลิ้น
ได้แก่ เครื่องเป่าชนิดลิ้นคู่
เช่นเดียวกับปี่ทุกชนิดของไทย
- ประเภทขลุ่ย ได้แก่
เครื่องเป่าชนิดไม่มีลิ้นที่ไทยเราเรียกรวม ๆ
กันว่า ขลุ่ย
-
ประเภทแตร
3. อวนัทธะ
(Avanaddha)
เป็นคำภาษาสันสกฤษ หมายถึง
สิ่งที่ผูกรัดตรึงแล้ว หรือรัดลงแล้ว ในลักษณะของการร้อยผูกในการขึงให้ตึงจากสิ่งที่นำมาปิด
(Cevered)
รากศัพท์เดิมว่า นหฺ
(Nahฺ)
คือการรัด,
การผูกให้แน่น
ดังนั้นจึงหมายถึง กลองชนิดต่าง ๆ
ที่มีลักษณะเป็นประเภทเครื่องทำจังหวะ(Instrument of percussion)
และเสียงไม่ตาย (Indefinite Pitch)
หมายความว่าในหน้าหนึ่งของกลองนั้น
สามารถตีให้เกิดเสียงได้หลายเสียงไม่ว่าจะเป็นการตีด้วยฝ่ามือ
หรือเคาะด้วยนิ้วก็ตามหรืออาจใช้ตีด้วยไม้ก็ได้
ประเทศอินเดียมีกลองมากมายหลายชนิดแต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่
หลายในการแสดงดนตรีประเภทคลาสสิคนั้น
คงมีอยู่
3 ชนิด คือ
- มริหังค์ (Mridanga)
เป็นชื่อกลองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นคำที่ออกเสียงตามภาษาฮินดี
ในช่วงสมัยพุทธกาลกลองมริหังค์มีหุ่นทำด้วยดินเหนียว
มีรูปร่าง
3 แบบ คือ แบบยอดตรงกลาง,
แบบทรงป่องตรงกลาง, แบบรูปทรงกรวย ซึ่งกลองมริหังค์ทั้งสามแบบนี้มีขนาดและวิธีการเล่นที่แตกต่างกันไป
- ปักขวัช (Pakhavai)
เป็นกลองที่มีรูปทรงป่องตรงกลางคล้ายมริหังค์แต่หุ่นกลองทำด้วยไม้ ใช้บรรเลงประกอบจังหวะ
- ตับบล้า (Tubla)
เป็นชุดของกลอง 2
ใบ มีขนาดใหญ่-เล็ก แตกต่างกัน ผู้บรรเลงจะวางกลอง
2 ใบบนพื้นตรงด้านหน้า
กลองใบที่อยู่ด้านขวามือของผู้บรรเลงมีชื่อเรียกว่า
ตับบล้า
หรือคาบาน มีเสียงสูง
ส่วนกลองใบที่อยู่ด้านซ้ายมือของผู้บรรเลงมีชื่อเรียกว่า
บายาน
หรือ คัคคามีเสียงต่ำบริเวณหน้ากลองตับบล้าและบายาน
จะติดขี้กลองซึ่งเรียกว่า
สยาฮี
ที่ทำจากส่วน
ผสมของ ผงเหล็ก ผงถ่าน กาว
และแป้งเปียก
ปกติจะติดมากับกลองชนิดถาวรต่างกับหน้ากลองของไทยที่จะติดเป็นครั้ง
ๆ ที่ต้องการบรรเลง ในการเทียบเสียงตับบล้าจะเทียบตรงกับเสียงโดสูงส่วนบายานเทียบตรงกับเสียงโดธรรมดา
4. ฆะนะ วาทยะ
(Ghana Vadaya)
ฆะนะเป็นกลุ่มของเครื่องดนตรีที่เกิดเสียงจากการสั่นสะเทือนของวัตถุที่เป็นแท่ง ท่อน
การสั่นสะเทือนของวัตถุจนเกิดเป็นเสียงนั้นอาจจะเกิดจากการที่กระทบกันระหว่างเครื่องดนตรีด้วยกันเอง
เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ
หรืออาจจะเกิดจากการใช้วัตถุตีลงบนเครื่องดนตรี
เช่น โหม่ง เกราะโกร่ง |